สถานการณ์อุทกภัยในหลายพื้นที่ของประเทศไทยยังเป็นประเด็นที่หน่วยงานภาครัฐติดตามอย่างใกล้ชิด รัฐบาลเปิดเผยว่า กระทรวงกลาโหมได้ระดมกำลังพลและยุทโธปกรณ์จากหน่วยทหารทั่วประเทศ เพื่อเข้าช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักและน้ำท่วมอย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ขณะนี้มีกำลังพลออกปฏิบัติภารกิจในพื้นที่วิกฤตกว่า 10,000 นาย พร้อมรถบรรทุก ยานพาหนะ และรถเครื่องมือมากกว่า 1,000 คัน เพื่อสนับสนุนภารกิจช่วยเหลือประชาชน รวมถึงสนับสนุนการทำงานของหน่วยงานในพื้นที่
พื้นที่ที่มีการปฏิบัติภารกิจสำคัญ ได้แก่ สระแก้ว นนทบุรี สุพรรณบุรี ตราด ปทุมธานี และกรุงเทพมหานคร รวมถึงพื้นที่อื่นที่ประสบอุทกภัย โดยภารกิจของกำลังพลครอบคลุมตั้งแต่ช่วยอำนวยความสะดวกด้านการเดินทาง ขนย้ายสิ่งของขึ้นพื้นที่สูง บรรจุกระสอบทราย ทำแนวป้องกันน้ำ แจกจ่ายน้ำดื่มและเครื่องอุปโภคบริโภค ไปจนถึงการสำรวจและติดตามระดับน้ำในพื้นที่เสี่ยง

สำหรับกรุงเทพมหานคร กระทรวงกลาโหมได้จัดกำลังพลและยานพาหนะเข้าให้ความช่วยเหลือในพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขัง พร้อมภารกิจอพยพกลุ่มเปราะบางไปยังพื้นที่ปลอดภัย และช่วยอำนวยความสะดวกด้านการจราจร โดยเฉพาะพื้นที่ลาดกระบัง หลักสี่ จตุจักร บางเขน และสายไหม
นอกจากนี้ ยังมีการจัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราวที่หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา เพื่อรองรับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม โดยเจ้าหน้าที่จะยังคงปฏิบัติภารกิจอย่างต่อเนื่องตามสถานการณ์
นางสาวลลิดา กล่าวต่อว่า อีกมาตรการหนึ่งคือการเปิดพื้นที่สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมให้ประชาชนนำยานพาหนะเข้าจอดได้ตั้งแต่วันที่ 26 กันยายน 2569 เป็นต้นไป พร้อมจัดเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวก รวมถึงให้หน่วยทหารรับฝากรถและสิ่งของจำเป็น เพื่อช่วยลดความเดือดร้อนของประชาชนในช่วงสถานการณ์น้ำท่วม
สำหรับข้อมูลสถานการณ์อุทกภัยประจำวันที่ 26 กันยายน 2569 ระบุว่า มีพื้นที่ประสบอุทกภัย 23 จังหวัด ครอบคลุม 93 อำเภอ และ 350 ตำบล มีประชาชนได้รับผลกระทบ 21,337 ครัวเรือน หรือ 66,481 คน โดยภาพรวมระดับน้ำในหลายพื้นที่อยู่ในภาวะทรงตัวและมีแนวโน้มลดลง
อย่างไรก็ตาม ยังมีบางพื้นที่ที่ระดับน้ำเพิ่มขึ้น ได้แก่ สุพรรณบุรี ฉะเชิงเทรา และสระแก้ว ขณะที่การคาดการณ์ในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้า ระบุว่าภาคตะวันออก ภาคกลาง รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ยังมีฝนตกหนักต่อเนื่อง แต่มีแนวโน้มลดลง
ส่วนสถานการณ์ในกรุงเทพมหานคร มีรายงานว่าบางพื้นที่มีปริมาณฝนมากกว่า 300 มิลลิเมตร ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมขังตามชุมชนแนวคลองระบายน้ำและพื้นผิวการจราจรบนถนนสายหลักรวม 37 จุด เช่น ถนนรามอินทรา ถนนพหลโยธิน ถนนเทพรักษ์ ถนนรามคำแหง และถนนแจ้งวัฒนะ
พื้นที่ฝั่งตะวันออกของกรุงเทพมหานครได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก โดยเฉพาะคลองสามวา สายไหม มีนบุรี และลาดกระบัง ขณะที่คาดการณ์ว่าปริมาณฝนในกรุงเทพมหานครจะลดลงในวันที่ 27 กันยายน 2569 และอยู่ระหว่างเร่งระบายน้ำ โดยคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1-2 วัน
ด้านศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกระทรวงกลาโหม หรือ ศบภ.กห. ได้กระจายกำลังเจ้าหน้าที่ไปปฏิบัติภารกิจในหลายจังหวัด ทั้งการแจกจ่ายน้ำดื่มและเครื่องอุปโภคบริโภค การนำรถบรรทุกขนาดใหญ่ช่วยอำนวยความสะดวกด้านการเดินทาง การขนย้ายสิ่งของ การบรรจุกระสอบทราย การทำพนังกั้นน้ำ ตลอดจนการสำรวจและติดตามระดับน้ำในพื้นที่เสี่ยง เพื่อให้สามารถเข้าช่วยเหลือประชาชนได้ทันทีหากสถานการณ์เปลี่ยนแปลง

นางสาวลลิดา กล่าวอีก ว่า รัฐบาลได้กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มกำลัง โดยกองทัพยังคงระดมกำลังพล ยานพาหนะ และเครื่องมือเข้าพื้นที่ตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมเปิดพื้นที่ของหน่วยทหารเพื่อใช้เป็นพื้นที่ช่วยเหลือ รับฝากรถและสิ่งของ รวมถึงจัดศูนย์ช่วยเหลือและพื้นที่พักพิง ตลอดจนสนับสนุนการอพยพประชาชนและกลุ่มเปราะบางไปยังพื้นที่ปลอดภัย

สำหรับประชาชนที่ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน สามารถติดต่อศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพบกตามพื้นที่ ดังนี้
กรุงเทพมหานคร โทร. 065-231-1260
ภาคกลาง ศบภ.ทภ.1 โทร. 02-280-3977
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ศบภ.ทภ.2 โทร. 044-245-945
ภาคเหนือ ศบภ.ทภ.3 โทร. 055-242-859
ภาคใต้ ศบภ.ทภ.4 โทร. 075-383-405
ส่วนกองทัพเรือ สามารถติดต่อศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพเรือ สายด่วน 1696 หรือศูนย์ในพื้นที่ ได้แก่
กรุงเทพฯ โทร. 02-411-3665
ชลบุรี โทร. 038-438-008
จันทบุรี โทร. 093-912-117
สงขลา โทร. 074-325-804
ภูเก็ต โทร. 076-391-598
นครพนม โทร. 042-511-894
ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงควรติดตามประกาศจากหน่วยงานในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง และหากต้องการความช่วยเหลือฉุกเฉิน สามารถติดต่อศูนย์บรรเทาสาธารณภัยตามช่องทางที่ระบุ เพื่อประสานการช่วยเหลือให้เหมาะสมกับสถานการณ์




