รัฐบาลยกระดับมาตรการดูแลการเดินทางทางอากาศ หลังประเทศไทยเผชิญฝนตกหนักถึงหนักมากจากอิทธิพลของหย่อมความกดอากาศต่ำและมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งอาจส่งผลต่อทัศนวิสัยในการบิน รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงจากน้ำท่วมฉับพลันในหลายพื้นที่ โดยสั่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง
นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ช่วงวันที่ 24-28 กันยายน 2569 ประเทศไทยจะมีสภาพอากาศฝนตกหนักถึงหนักมาก เนื่องจากหย่อมความกดอากาศต่ำและมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่ปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทย มีแนวโน้มมีกำลังแรงขึ้น
สภาพอากาศดังกล่าวอาจกระทบต่อทัศนวิสัยในการบิน ขณะเดียวกันหลายพื้นที่อาจต้องเผชิญสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน จึงได้มอบหมายให้บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด หรือ บวท. ติดตามสถานการณ์สภาพอากาศอย่างใกล้ชิด และเตรียมมาตรการรองรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับการเดินทางทางอากาศ
มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อยกระดับความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการบริหารจัดการจราจรทางอากาศ โดยดำเนินการตามแนวทางขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ หรือ ICAO เพื่อดูแลความปลอดภัยของอากาศยานและสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้โดยสาร
นายสุรชัย หนูพรหม รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บวท. กล่าวว่า บวท.ได้ประสานและติดตามข้อมูลอุตุนิยมวิทยาการบินอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำข้อมูลมาประกอบการวางแผนบริหารจัดการจราจรทางอากาศ และเตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

สำหรับมาตรการรับมือ แบ่งออกเป็น 4 ด้านสำคัญ
ด้านแรก คือการรองรับผลกระทบต่อการปฏิบัติการบินและการให้บริการจราจรทางอากาศ ไม่ว่าจะเป็นกรณีอากาศยานต้องบินหลบพื้นที่ที่มีสภาพอากาศรุนแรง การลงจอดไม่ได้และต้องบินขึ้นใหม่ หรือ Go around การเปลี่ยนเส้นทางไปลงสนามบินสำรอง หรือ Divert รวมถึงการบินวนรอ หรือ Hold และการจัดระยะห่างระหว่างอากาศยานในช่วงที่มีสภาพอากาศเลวร้าย โดยให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเป็นหลัก พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด
ด้านที่สอง คือการเฝ้าระวังระบบช่วยการเดินอากาศ ระบบสื่อสาร ระบบติดตามอากาศยาน และระบบสนับสนุนการให้บริการจราจรทางอากาศตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมเตรียมแผนรองรับเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้น เช่น ไฟฟ้าขัดข้อง พายุฝนฟ้าคะนอง รวมถึงฝนตกหนักจนเกิดน้ำท่วมขังและกระทบต่อสถานีหรืออุปกรณ์เครื่องอำนวยความสะดวกด้านการเดินอากาศ
ด้านที่สาม คือการเตรียมพร้อมรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับทางวิ่ง ทางขับ และหลุมจอดของสนามบิน ซึ่งอาจส่งผลต่อการให้บริการจราจรทางอากาศ โดย บวท.จะประสานงานกับท่าอากาศยานอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมรับมือและแก้ไขปัญหาตามสถานการณ์
ด้านที่สี่ คือการดูแลอาคารสถานที่ต่าง ๆ ทั้งอาคารหอควบคุมการจราจรทางอากาศ อาคารสถานีเครื่องช่วยการเดินอากาศ ตลอดจนเส้นทางสัญจร โดยติดตามสถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมขังอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถดำเนินการแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที
นอกจากมาตรการทั้ง 4 ด้านแล้ว บวท.ยังได้กำหนดแนวทางบริหารความคล่องตัวของการจราจรทางอากาศ เพื่อให้เที่ยวบินสามารถให้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการรักษาความปลอดภัยสูงสุด พร้อมกำชับทุกหน่วยงานเฝ้าระวังสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง
ขณะเดียวกันยังมีการจัดเตรียมเจ้าหน้าที่สำรองสำหรับรองรับและแก้ไขปัญหาเร่งด่วน รวมถึงยกระดับการติดตามและรายงานสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว
สำหรับสถานการณ์เที่ยวบินในขณะนี้ บวท.ระบุว่า สนามบินทั่วประเทศยังสามารถให้บริการอากาศยานขึ้นและลงได้ แต่ในบางพื้นที่อาจจำเป็นต้องบินหลบสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวย ซึ่งอาจทำให้เที่ยวบินเกิดความล่าช้าได้
โดยที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ มีเที่ยวบินวนรอประมาณ 103 เที่ยวบิน และมีความล่าช้าเฉลี่ยเที่ยวบินละประมาณ 16 นาที
สำหรับประชาชนที่มีแผนเดินทางในช่วงที่สภาพอากาศแปรปรวน อาจต้องเผื่อเวลาสำหรับความล่าช้าที่อาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะช่วงที่มีฝนตกหนักบริเวณสนามบิน พร้อมขอให้ติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา รวมถึงตรวจสอบข้อมูลจากสายการบินและท่าอากาศยานอย่างใกล้ชิด
หากมีการปรับเปลี่ยนตารางบินหรือยกเลิกเที่ยวบิน ผู้โดยสารควรติดตามข้อมูลจากช่องทางของสายการบินโดยตรง และควรวางแผนเผื่อเวลาในการเดินทางมายังสนามบิน เพื่อให้สามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์และเดินทางได้ตามกำหนดมากที่สุด




