รวบโชเฟอร์ขับรถบรรทุกซุก “ยาไอซ์” 300 กิโลกรัม

สืบนครบาล IDMB โชว์ผลงานสกัดจับคาปั๊ม รวบโชเฟอร์ขับรถบรรทุกซุก “ยาไอซ์” 300 กิโลกรัม ยัดกระสอบข้าวสารเตรียมส่งลงภาคใต้ คนขับผู้ต้องหารับทำมาแล้ว 3 ครั้ง

สืบเนื่องจากนโยบายเร่งรัดปราบปรามปัญหายาเสพติด ซึ่งเป็นภัยคุกคามและเป็นปัญหาสำคัญของชาติที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วนและจริงจัง ตามข้อสั่งการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี

วันที่25 กย.69 กองบังคับการสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บก.สส.บช.น.) ร่วมกันสืบสวนจับกุมนายจิโรตน์  อายุ 46 ปี ของกลาง 1. ยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ไอซ์) น้ำหนักรวมประมาณ 300 กิโลกรัม บรรจุซุกซ่อนอยู่ในห่อพลาสติกใส ห่อหุ้มด้วยกระสอบข้าวสาร   15 กระสอบ (กระสอบละ 20 ห่อ) วางอยู่บริเวณกระบะบรรทุกท้ายรถ 2. รถยนต์บรรทุก ทะเบียน 72-44xx สงขลา 1 คัน 3. โทรศัพท์เคลื่อนที่   2 เครื่อง จับกุมได้บริเวณปั๊มน้ำมันบางจาก สาขาบางนา-ตราด กม.8 (ขาเข้า) อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ

พฤติการณ์ก่อนจับกุมได้รับแจ้งเบาะแสสำคัญจากสายลับว่า จะมีการลักลอบลำเลียงยาเสพติดล็อตใหญ่ (ยาไอซ์) จากพื้นที่กรุงเทพมหานคร  นำไปส่งมอบต่อในพื้นที่ภาคใต้  ใช้รถยนต์บรรทุกเป็นยานพาหนะในการขนถ่าย เจ้าหน้าที่จึงได้วางกำลังสืบสวนสะกดรอยติดตามอย่างใกล้ชิด

กระทั่งถึงเวลาเกิดเหตุ  พบรถยนต์บรรทุกทะเบียน 72-44xx สงขลา  ตรงตามที่ได้รับแจ้ง ขับเข้ามาจอดอยู่บริเวณปั๊มน้ำมันบางจาก สาขาบางนา-ตราด กม.8 (ขาเข้า)  มี นายจิโรตน์ เป็นผู้ขับขี่ จึงได้แสดงตัวขอตรวจค้น

บริเวณกระบะบรรทุกท้ายรถ พบกระสอบข้าวสาร15 กระสอบ เมื่อเปิดออกตรวจสอบพบ ยาไอซ์ 300 ห่อ น้ำหนักรวม 300 กก. ซุกซ่อนอยู่ภายในอย่างแน่นหนา เจ้าหน้าที่จึงได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมตรวจยึดของกลางทั้งหมดไว้เป็นหลักฐาน

เบื้องต้นให้การรับสารภาพ ได้รับการติดต่อให้มารับยาไอซ์ดังกล่าวมาจากบริเวณย่านรามอินทรา เพื่อนำไปส่งมอบให้กับลูกค้าที่จังหวัดนครศรีธรรมราช  ทำลักษณะนี้มาแล้วก่อนหน้า  ครั้งแรกได้ค่าจ้าง  100,000 บาท ครั้งที่ 2 ได้ค่าจ้าง  200,000 บาท และการขนส่งในครั้งที่ 3 นี้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจสกัดจับกุมตัวไว้ได้เสียก่อนและยังไม่ทันได้รับเงินค่าจ้าง

จากนั้นแจ้งข้อกล่าวหาแก่ นายจิโรตน์ ว่ากระทำความผิดฐาน “จำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ไอซ์) โดยการมีไว้เพื่อจำหน่าย โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า เป็นการก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน และเป็นการทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป” ก่อนนำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมทั้งเร่งสืบสวนขยายผลติดตามจับกุมเครือข่ายผู้ร่วมขบวนการที่เหลือมาดำเนินคดีต่อไป 

Article Image