วันที่ 22 ก.ย.69 - พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ในฐานะผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (นบ.ยส.24) พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการสรุปผลการปฏิบัติงานรอบ 1 ปี ระหว่างเดือนตุลาคม 2568 – กันยายน 2569 ที่จังหวัดนครพนม การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อทบทวนผลการดำเนินงานด้านการสกัดกั้นยาเสพติด วิเคราะห์สถานการณ์ และประเมินแนวโน้มของเครือข่ายลักลอบค้ายาเสพติดในพื้นที่ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมถึงกำหนดแนวทางรับมือในพื้นที่ 7 จังหวัด 25 อำเภอชายแดน
ผลการปฏิบัติงานตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 พบว่า เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมคดียาเสพติดได้ 1,078 ครั้ง มีผู้ต้องหา 1,216 ราย พร้อมตรวจยึดของกลางสำคัญ ได้แก่ ยาบ้า 230,230,452 เม็ด , ไอซ์ 16,708 กิโลกรัม , เฮโรอีน 347 กิโลกรัม , เคตามีน 1,063 กิโลกรัม , ยาอี 20,154 เม็ด รวมมูลค่าของกลางกว่า 9,000 ล้านบาท
ที่ประชุมประเมินว่า พื้นที่สามเหลี่ยมทองคำยังคงเป็นแหล่งผลิตยาเสพติดสำคัญ โดยเฉพาะยาบ้า ไอซ์ และเฮโรอีน ขณะที่กลุ่มเครือข่ายลักลอบขนยาเสพติดยังคงปรับรูปแบบการทำงานอย่างต่อเนื่อง หนึ่งในเส้นทางที่ต้องเฝ้าระวังคือการใช้ สปป.ลาว เป็นพื้นที่ทางผ่าน ก่อนลักลอบนำยาเสพติดเข้าสู่ประเทศไทยตามแนวชายแดนและแม่น้ำโขง นอกจากนี้ เครือข่ายในพื้นที่ตอนในยังมีการแบ่งหน้าที่เป็นหลายทอด ใช้รถเช่า เปลี่ยนแผ่นป้ายทะเบียน รวมถึงใช้บ้านเช่า โกดัง และพื้นที่เกษตรกรรมเป็นจุดพักยาและเปลี่ยนถ่ายเส้นทาง หลังเจ้าหน้าที่เพิ่มมาตรการสกัดกั้นตามแนวชายแดน กลุ่มเครือข่ายบางส่วนเริ่มเปลี่ยนไปใช้เส้นทางรอง และขยายเส้นทางลำเลียงเข้าสู่พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ทำให้การทำงานต้องเพิ่มการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานและพื้นที่มากขึ้น
สำหรับจังหวัดนครพนม ถือเป็นหนึ่งในพื้นที่สำคัญในการสกัดกั้นยาเสพติด โดยพบว่า อำเภอท่าอุเทนเป็นพื้นที่ตรวจยึดยาบ้าสูง ขณะที่อำเภอธาตุพนมเป็นพื้นที่ตรวจยึดไอซ์สำคัญ ส่วนเฮโรอีนพบการตรวจยึดในพื้นที่อำเภอเมืองนครพนมและอำเภอธาตุพนม
นบ.ยส.24 เตรียมเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน ด้วยการนำเทคโนโลยีเข้ามาสนับสนุน เช่น โดรนตรวจการณ์ กล้องตรวจการณ์กลางคืน รวมถึงพัฒนาศักยภาพชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) เพื่อช่วยเฝ้าระวังพื้นที่ พร้อมเดินหน้ามาตรการด้านการป้องกันและบำบัด ผ่านการสร้างอาชีพในชุมชน ลดปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจ และนำผู้ใช้หรือผู้ติดยาเสพติดเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษาอย่างเหมาะสม






