นางสาวกุลวลี นพอมรบดี ประธานคณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร กล่าว สนับสนุนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569 ที่เห็นชอบให้จัดทำ “ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” โดยรัฐจ่ายเบี้ยประกันภัยให้ประชาชนราว 30 ล้านครัวเรือน คุ้มครองน้ำท่วม พายุ แผ่นดินไหว จ่ายชดเชยบ้านเสียหายสูงสุด 100,000 บาท/หลัง และกรณีเสียชีวิตรายละ 2,000,000 บาท ซึ่งเริ่มมีผลในเดือนตุลาคมนี้
“นี่คือการเปลี่ยนวิธีคิดครั้งสำคัญ จากที่เคยรอให้เกิดเหตุแล้วค่อยเยียวยา มาเป็นการเตรียมหลักประกันไว้ให้พี่น้องประชาชนล่วงหน้า บทเรียนที่ปัว จ.น่าน และที่หาดใหญ่ ทำให้เห็นแล้วว่าการรอเงินเยียวยาหลายเดือนนั้นไม่ทันกิน คณะกรรมาธิการจึงขอชื่นชมรัฐบาลที่กล้าตัดสินใจ และพร้อมสนับสนุนนโยบายขับเคลื่อนได้จริงและอยู่กับประเทศไปนานๆ” นางสาวกุลวลีกล่าว
.
ประธาน กมธ.การที่ดินฯ กล่าวว่า การที่รัฐบาลใช้ระบบประกันภัยและการส่งต่อความเสี่ยงที่มีอยู่แล้ว แทนการจัดตั้งกองทุนใหม่ เป็นแนวทางที่ถูกต้องและทำได้เร็วที่สุด อีกทั้งมติ ครม. ยังให้ความสำคัญกับประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยและกลุ่มเปราะบาง ซึ่งสอดคล้องกับข้อเสนอของ กมธ. จึงเสนอแนวทางเสริม 4 ข้อ เพื่อให้นโยบายเดินได้เต็มศักยภาพ
.
1) เร่งคุ้มครองพื้นที่เสี่ยงสูง โดย กมธ. พร้อมสนับสนุนข้อมูลพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากและดินถล่ม เพื่อจัดลำดับการช่วยเหลือให้ครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบหนักได้รับการดูแลก่อน 2) สื่อสารให้ชาวบ้านเข้าใจง่าย โดยเฉพาะเรื่องเบี้ยประกัน เงื่อนไขการจ่าย และขั้นตอนการขอรับเงิน เพื่อไม่ให้เสียสิทธิ และช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนโยบาย
3) ลดความเสี่ยงควบคู่กับการประกันภัย โดย กมธ.จะเร่งผลักดันการจัดทำแผนที่เสี่ยงภัย การขุดลอกลำน้ำ ฟื้นฟูป่าต้นน้ำ และพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้า เพื่อให้แนวทางเสริมกับนโยบายรัฐบาล ในระยะยาวจะช่วยลดต้นทุนเบี้ยประกัน ซึ่งหากพื้นที่ใดไม่เกิดภัยพิบัติ เบี้ยประกันปีต่อไปควรถูกลง 4) ผลักดันเป็นกฎหมายถาวร หลังประเมินผลช่วง 1-2 ปีแรก ตามที่รัฐบาลวางไว้ เพื่อให้ความคุ้มครองมีความมั่นคง ไม่ขึ้นอยู่กับงบประมาณรายปี ซึ่ง กมธ.ยินดีสนับสนุนในชั้นการพิจารณาของสภาฯ
.
นางสาวกุลวลี กล่าวว่า แนวทางที่รัฐบาลเลือกเดินสอดคล้องกับหลายประเทศที่ทำสำเร็จ เช่น โรมาเนีย ออกกฎหมายให้ทุกบ้านมีประกันภัยพิบัติ โดยรัฐจ่ายเบี้ยสำหรับครัวเรือนที่เข้าเกณฑ์ ส่วนตุรกีใช้บริษัทประกันเอกชนเป็นผู้ขายประกัน และรวมความเสี่ยงไว้ที่กองกลางก่อนส่งต่อไปยังตลาดต่างประเทศ โดยเบี้ยตามโซนเสี่ยง ขณะที่เม็กซิโกใช้ระบบรัฐบาลกลางและท้องถิ่นร่วมจ่ายเบี้ยให้เกษตรกรรายย่อยในพื้นที่เสี่ยง ซึ่งยืนยันว่าไทยเดินมาถูกทาง และการดูแลพื้นที่เสี่ยงเป็นพิเศษคือหัวใจที่ทำให้ระบบอยู่ได้ยาว นอกจากนี้มีบางประเทศ เช่น ฝรั่งเศส จ่ายเบี้ยเท่ากันทุกพื้นที่ ไม่แยกตามระดับความเสี่ยง ผลคือระบบประกันขาดทุน ต้องปรับอัตราเบี้ยจาก 12% เป็น 20% ตั้งแต่ปี 2568 เป็นประเด็นที่เราต้องตัดสินใจให้ดี
คณะกรรมาธิการจะเชิญ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สำนักงาน คปภ. สมาคมประกันวินาศภัยไทย และกระทรวงการคลัง ร่วมหารือแนวทางการกำหนดพื้นที่เสี่ยงและการสื่อสารกับประชาชน เพื่อให้นโยบายของรัฐบาลสามารถเข้าถึงประชาชนได้อย่างรวดเร็ว และทั่วถึงต่อไป




