นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลยินดีต่อกรณี Fitch Ratings ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทยจาก “เชิงลบ” เป็น “มีเสถียรภาพ (Stable)” พร้อมคงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยที่ BBB+ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 18 กันยายน 2569 สะท้อนมุมมองที่ดีขึ้นต่อเสถียรภาพทางการเมือง แนวโน้มหนี้ภาครัฐในระยะปานกลาง และความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบายของประเทศไทย

การปรับมุมมองของ Fitch ทำให้ปัจจุบันสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ Fitch Ratings, Moody’s Ratings และ S&P Global Ratings มีมุมมองต่อประเทศไทยในระดับ “Stable” ทั้งหมด โดย Moody’s ปรับมุมมองประเทศไทยเป็น Stable พร้อมคงอันดับเครดิตที่ Baa1 เมื่อเดือนเมษายน 2569 ขณะที่ S&P คงอันดับเครดิตสกุลเงินต่างประเทศระยะยาวของไทยที่ BBB+ และมีมุมมอง Stable

นางสาวลลิดา กล่าวว่า หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ Fitch ระบุในการปรับมุมมองประเทศไทย คือเสถียรภาพทางการเมืองที่ดีขึ้น โดย Fitch มองว่ารัฐบาลผสมที่นำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มีเสถียรภาพในการบริหารมากกว่ารัฐบาลหลายชุดที่ผ่านมา ซึ่งเอื้อต่อการดำเนินนโยบายในกรอบระยะปานกลาง รวมถึงการเดินหน้าปรับสมดุลทางการคลัง

สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจ Fitch คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 2.3% ในปี 2569 ใกล้เคียงกับ 2.4% ในปี 2568 โดยมีแรงสนับสนุนจากการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ รวมถึงการบริโภคภายในประเทศ

ขณะเดียวกัน Fitch ปรับประมาณการแนวโน้มหนี้ภาครัฐของไทยดีขึ้น โดยคาดว่าจะทรงตัวต่ำกว่า 63% ของ GDP ภายในปีงบประมาณ 2571 จากเดิมที่เคยประเมินว่าจะอยู่ใกล้ 65% สะท้อนมุมมองต่อแนวโน้มฐานะการคลังของไทยที่ปรับตัวดีขึ้น

รัฐบาลระบุว่าจะเดินหน้าต่อยอดความเชื่อมั่นดังกล่าวไปสู่การดึงดูดการลงทุนใหม่ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น AI ศูนย์ข้อมูล เทคโนโลยีขั้นสูง และพลังงานสะอาด ควบคู่กับการเชื่อมโยงการลงทุนกับผู้ประกอบการไทย การพัฒนาทักษะแรงงาน และการสร้างงานที่มีคุณภาพ เพื่อให้เม็ดเงินลงทุนสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและประชาชนในวงกว้าง