นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านธรณีวิทยาได้ออกมาเตือนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เฝ้าระวังความเสี่ยงจากแผ่นดินไหวที่อาจเกิดจากการขยับตัวของ "รอยเลื่อนสะกายตอนใต้" (Sagaing Fault) ในประเทศเมียนมาอย่างใกล้ชิด

ข้อมูลทางธรณีวิทยาชี้ให้เห็นว่า รอยเลื่อนสะกายตอนใต้มีรอบการเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ซ้ำทุกๆ 100 ปี ซึ่งปัจจุบันระยะเวลาได้ล่วงเลยมาถึง 96 ปีแล้ว ทำให้อยู่ในช่วงเวลาที่มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดการปลดปล่อยพลังงานอีกครั้งในอนาคตอันใกล้
ทำไม กทม. ถึงต้องเฝ้าระวังรอยเลื่อนสะกาย? แม้กรุงเทพมหานครจะไม่ได้ตั้งอยู่บนแนวรอยเลื่อนโดยตรง และอยู่ห่างจากแนวรอยเลื่อนสะกายในเมียนมาราว 400-500 กิโลเมตร แต่ความเสี่ยงสำคัญอยู่ที่ "สภาพชั้นดินอ่อน" ของลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งมีคุณสมบัติในการขยายคลื่นแผ่นดินไหว (Seismic Wave Amplification) ให้รุนแรงขึ้นได้ 3-4 เท่า คลื่นความถี่ต่ำที่เดินทางมาถึงจะทำให้เกิดปรากฏการณ์กำทอน (Resonance) ส่งผลให้อาคารสูงใน กทม. เกิดการโยกตัวอย่างรุนแรง ซึ่งเคยสร้างผลกระทบต่อโครงสร้างอาคารมาแล้วในช่วงปี 2568 ที่ผ่านมา
ข้อเสนอแนะในการตั้งรับ ผู้เชี่ยวชาญเน้นย้ำว่า สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่ความตื่นตระหนก แต่คือการ "คาดการณ์ล่วงหน้าและเตรียมความพร้อม" โดยเสนอให้ภาครัฐและวิศวกรโครงสร้าง:
-
เร่งบูรณาการข้ามศาสตร์เพื่อสร้างมาตรฐานดัชนีแจ้งเตือนภัยแผ่นดินไหวระดับประเทศ
-
บังคับใช้มาตรฐานการออกแบบอาคารต้านทานแผ่นดินไหวอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะในกลุ่มอาคารเก่าที่สร้างก่อนมีกฎหมายควบคุม
-
จัดทำมาตรการรองรับผลกระทบในระดับชุมชนเมือง เพื่อลดความสูญเสียหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน
แม้เทคโนโลยีปัจจุบันจะยังไม่สามารถระบุวันเวลาที่แผ่นดินไหวจะเกิดขึ้นได้อย่างแม่นยำ 100% แต่การเตรียมโครงสร้างพื้นฐานและซักซ้อมความเข้าใจของประชาชน คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดของคนกรุงเทพฯ ในเวลานี้




