เมื่อวันที่ 13 ก.ย.69 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย–กัมพูชา หรือ JIC ออกมาตอบโต้ข้อกล่าวหาจากฝ่ายกัมพูชา กรณีนำภาพพลเรือนภายในปราสาทพระวิหารมาใช้ยืนยันว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็น “ที่หลบภัยของพลเรือน” และไม่ได้ถูกใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางทหาร โดยย้ำว่า การพิจารณาหลักฐานต้องดู วัน เวลา สถานที่ และบริบทของเหตุการณ์ทั้งหมด ไม่ใช่นำภาพจากคนละช่วงเวลามารวมกันแล้วสรุปเป็นเหตุการณ์เดียว

ผอ.JIC ระบุว่า ภาพพลเรือนที่เผยแพร่ต้องตรวจสอบให้ชัดว่า ถ่ายเมื่อใด ที่ใด และสัมพันธ์กับเหตุการณ์ช่วงไหน หากเป็นภาพจากวันที่ 24–25 กรกฎาคม 2568 ก็ควรระบุให้ชัดว่าเป็นภาพจากช่วงเวลาดังกล่าว ไม่ควรนำไปใช้ยืนยันสถานะของพื้นที่ในเหตุการณ์อีกช่วงเวลาโดยไม่มีบริบทประกอบ  พร้อมย้ำหลักที่ไทยใช้มาตลอดว่า “Full Timeline matters” หรือ ต้องพิจารณาลำดับเหตุการณ์ทั้งหมด  

ส่วนข้อโต้แย้งว่าโครงสร้างภายในพื้นที่เป็น “shelter” สำหรับพลเรือน ไม่ใช่ “bunker” ทางทหารนั้น พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า ชื่อเรียกไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่สุด สิ่งที่ต้องพิสูจน์คือ พื้นที่ดังกล่าวถูกใช้งานอย่างไรในเวลาที่เกิดเหตุ การพบพลเรือนอยู่ในพื้นที่ ไม่ได้พิสูจน์โดยอัตโนมัติว่าไม่มีการใช้พื้นที่เพื่อกิจกรรมทางทหาร ขณะเดียวกัน การพบกำลังทหารหรือยุทโธปกรณ์ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถโจมตีสถานที่นั้นได้โดยไม่มีข้อจำกัด  สิ่งที่ต้องตรวจสอบจึงรวมถึง มีการวางกำลังหรืออาวุธหรือไม่ มีการยิงจากพื้นที่หรือบริเวณใกล้เคียงหรือไม่ และหลักฐานทั้งหมดตรงกับวัน เวลา และสถานที่ของเหตุการณ์หรือไม่

สำหรับกรณีที่ฝ่ายกัมพูชาอ้างรายงาน UNESCO-ICOMOS พบความเสียหายภายในปราสาทพระวิหาร 562 จุด และนำไปเชื่อมโยงว่าไทยเป็นฝ่ายทำลายมรดกโลกนั้น ผอ.JIC ระบุว่า ต้องแยกออกเป็น 2 ประเด็น คือ มีความเสียหายเกิดขึ้นหรือไม่ กับ ความเสียหายนั้นเกิดจากใคร ภายใต้สถานการณ์ใด การพบความเสียหายจึงยังไม่ใช่ข้อยุติเรื่องผู้รับผิด หรือที่เรียกว่า attribution โดยอัตโนมัติ โดย
ไทยเสนอให้มีการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญที่เป็นกลาง พร้อมพิจารณาหลักฐานอย่างครบถ้วน ทั้งภาพถ่าย วิดีโอ พิกัด เวลา ทิศทางการยิง และข้อมูลที่สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้

พล.อ.อ.ประภาส ยังกล่าวถึงหลักกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศว่า แม้จะพบกำลังหรืออาวุธอยู่ในพื้นที่ ก็ไม่สามารถสรุปง่าย ๆ ว่า “มีทหารแล้วจึงยิงได้” เพราะยังต้องพิจารณาหลักการแบ่งแยกเป้าหมาย ความจำเป็นทางทหาร ความได้สัดส่วน และมาตรการป้องกันในการโจมตี รวมถึงหลักคุ้มครองทรัพย์สินทางวัฒนธรรม  ในอีกด้านหนึ่ง ทุกฝ่ายก็มีหน้าที่หลีกเลี่ยงการใช้พื้นที่มรดกทางวัฒนธรรมในลักษณะที่อาจทำให้สถานที่ตกอยู่ในความเสี่ยงจากปฏิบัติการทางทหาร

ผอ.JIC สรุปจุดยืนของไทยว่า “ข้อกล่าวหาไม่ใช่หลักฐาน ภาพหนึ่งภาพไม่ใช่ Timeline ทั้งหมด และความเสียหายไม่ใช่คำพิพากษาเรื่องความรับผิดโดยอัตโนมัติ”  หากจะกล่าวหาว่าไทยเป็นฝ่ายทำลายมรดกโลก ต้องตรวจสอบให้ได้ว่า ใครยิง ยิงเมื่อใด ยิงจากที่ใด เป้าหมายคืออะไร และพื้นที่ถูกใช้งานอย่างไรในขณะนั้น โดยมาตรฐานเดียวกันนี้ต้องใช้ตรวจสอบทั้งสองฝ่าย  ส่วนภาพพลเรือนที่เข้าไปหลบภัยภายในปราสาท ไทยไม่ได้ปฏิเสธว่ามีพลเรือนอยู่ในพื้นที่ และไม่ควรลดทอนความทุกข์ของประชาชนทั้งสองประเทศ แต่เห็นว่าไม่ควรนำภาพความเดือดร้อนของพลเรือนมาใช้แทนการพิสูจน์ข้อเท็จจริงทางทหาร

พล.อ.อ.ประภาส ทิ้งท้ายว่า ไทยพร้อมสนับสนุนการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เป็นกลาง โปร่งใส และตรวจสอบย้อนกลับได้ ภายใต้หลัก “Protect civilians. Protect cultural heritage. Establish the facts. Apply the same standard to everyone.” หรือ ปกป้องพลเรือน ปกป้องมรดกทางวัฒนธรรม ตรวจสอบข้อเท็จจริง และใช้มาตรฐานเดียวกันกับทุกฝ่าย