จากกรณีตำรวจกองปราบปรามเข้าจับกุม พระวชิรญาณ วิ. หรือหลวงพ่ออติโชติ อดีตเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ พระอารามหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา ตามหมายจับศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 ในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและการฟอกเงิน หลังตำรวจตรวจสอบพบเส้นทางเงินวัดที่ถูกกล่าวหาว่าถูกเบียดบังไปกว่า 92 ล้านบาท และเชื่อมโยงไปยังหญิงคนสนิท

ต่อมาอดีตเจ้าอาวาสได้ลาสิกขาเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2569 ขณะที่ตำรวจยังคงสอบสวนและขยายผลเส้นทางการเงิน รวมถึงทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับคดี

วันที่ 11 กันยายน 2569 พระราชธรรมนิเทศ หรือพระพยอม กัลยาโณ เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว แสดงความคิดเห็นต่อกรณีดังกล่าวอย่างตรงไปตรงมา โดยย้ำว่าประชาชนควรแยกให้ออกระหว่างหลักธรรมของพระพุทธศาสนากับพฤติกรรมส่วนบุคคลของผู้ที่ครองสมณเพศ

พระพยอมระบุว่า หลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้ายังคงเป็นของแท้ แต่หากผู้ที่อยู่ในสมณเพศประพฤติตนในลักษณะนำเงินของศาสนาไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว ก็ไม่ควรนำสถานะความเป็นพระมาใช้สร้างความน่าเชื่อถือ พร้อมเปรียบพฤติกรรมเช่นนี้ว่าเป็น “ภิกษุมหาโจร”

พระพยอมยังเปรียบเทียบว่า การนำเงินของศาสนาไปใช้ส่วนตัวสร้างความเสียหายมากกว่าคดีโจรกรรมทั่วไปบางคดี และมองว่าการที่เจ้าหน้าที่ต้องใช้กำลังเข้าจับกุมพระระดับเจ้าอาวาส เป็นภาพที่สะท้อนถึงความรุนแรงของปัญหาที่เกิดขึ้น

ถามตรง วัตถุมงคลจะขลังได้อย่างไร

อีกประเด็นที่พระพยอมตั้งคำถามอย่างหนัก คือเรื่อง วัตถุมงคลและความเชื่อเรื่องการปลุกเสก

อดีตเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์เป็นที่รู้จักในหมู่ผู้ศรัทธาและนักสะสมวัตถุมงคล โดยเฉพาะเหรียญ “เหนือดวง” แต่เมื่อเกิดคดีขึ้น พระพยอมตั้งคำถามว่า หากผู้ประกอบพิธีเองยังไม่สามารถควบคุมกิเลสหรือรักษาพระธรรมวินัยได้ แล้วจะสร้างความเชื่อมั่นได้อย่างไรว่าวัตถุมงคลที่ปลุกเสกจะมีความขลังหรือศักดิ์สิทธิ์

พร้อมย้ำสาระสำคัญว่า ไม่มีสิ่งใดควรมีความสำคัญเหนือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า และประชาชนไม่ควรให้ความสำคัญกับปาฏิหาริย์หรือพิธีกรรมจนมองข้ามหลักธรรมและพฤติกรรมของผู้ประกอบพิธี

ชี้เป็นบทเรียน “สายมู”

พระพยอมมองว่า กรณีนี้อาจกลายเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับผู้ที่ให้ความสำคัญกับวัตถุมงคลหรือพิธีกรรมสายมูมากเกินไป เพราะท้ายที่สุด ความน่าเชื่อถือของผู้ประกอบพิธีต้องกลับมาพิจารณาจากการประพฤติและการรักษาศีลธรรมของบุคคลนั้นด้วย

พระพยอมจึงเสนอให้ประชาชนกลับมาให้ความสำคัญกับ หลักธรรม มากกว่าตัวบุคคล และมองว่าบางครั้งเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นอาจทำให้ผู้คนเข้าใจเรื่องนี้ได้ชัดเจนกว่าคำเตือนเพียงอย่างเดียว

“พระธรรมวินัย” ต้องมาก่อนความขลัง

พระพยอมยังกล่าวถึงหลักพระธรรมวินัย โดยมองว่าหากพระสงฆ์ยึดถือข้อปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ปัญหาหลายอย่างก็สามารถป้องกันได้ตั้งแต่ต้น

สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การอ้างอิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ หรือความขลังของวัตถุมงคล แต่คือการที่ผู้ครองสมณเพศสามารถรักษาพระธรรมวินัยของตัวเองได้หรือไม่

กรณีอดีตเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์จึงไม่ได้เป็นเพียงคดีที่ตำรวจอยู่ระหว่างตรวจสอบเส้นทางเงินกว่า 92 ล้านบาท แต่ยังกลายเป็นอีกคำถามใหญ่ต่อสังคมว่า “ศรัทธา” ควรตั้งอยู่บนวัตถุมงคลและตัวบุคคล หรือควรกลับไปยึดหลักคำสอนของศาสนาเป็นสำคัญ

ทั้งนี้ ข้อกล่าวหาเกี่ยวกับคดีการเงินยังอยู่ในกระบวนการดำเนินคดีตามกฎหมาย และการกล่าวถึงผู้เกี่ยวข้องควรยึดตามพยานหลักฐานและผลการพิจารณาของกระบวนการยุติธรรมต่อไป