วันที่ 12 ก.ย.69 - นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ตั้งข้อสังเกตถึงกระแสโจมตีรัฐบาลและพรรคภูมิใจไทยในช่วงนี้ว่า อาจมีความพยายามสร้าง “คู่ขัดแย้งทางการเมือง” ตัวใหม่ ผ่านการเชื่อมโยงหลายประเด็น ทั้งการบริหารงานของรัฐบาล การเมืองในสภา และข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภา หรือ สว.
นพ.เอกภพให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ TODAY LIVE โดยกล่าวถึงคำว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” ซึ่งถูกนำมาใช้วิพากษ์วิจารณ์ฝ่ายรัฐบาลว่า เป็นวาทกรรมทางการเมืองที่ควรพิจารณาด้วยข้อเท็จจริงและหลักฐาน มากกว่าการสร้างภาพให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งกลายเป็นผู้ร้ายทางการเมือง ประเทศไทยมีระบอบการปกครองตามรัฐธรรมนูญชัดเจนอยู่แล้ว จึงตั้งคำถามถึงการสร้างคำเรียกทางการเมืองใหม่ขึ้นมาเพื่อใช้ในการโจมตีฝ่ายตรงข้าม
นพ.เอกภพยังตั้งข้อสังเกตว่า ก่อนหน้านี้บางพรรคการเมืองเคยใช้ประเด็น “ทุนสีเทา” เป็นหนึ่งในแคมเปญสำคัญทางการเมือง แต่ในมุมมองของตน แคมเปญดังกล่าวอาจไม่ได้สร้างแรงส่งตามที่ตั้งเป้าไว้ จึงอาจมีการปรับยุทธศาสตร์และสร้างเป้าหมายทางการเมืองชุดใหม่ขึ้นมา การนำประเด็นต่าง ๆ มาผูกเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการทำงานของรัฐบาล ความขัดแย้งในสภา หรือคดีที่เกี่ยวข้องกับการเลือก สว. อาจมีเป้าหมายเพื่อสะสมความไม่พอใจของประชาชน และสร้างอารมณ์ร่วมทางการเมืองต่อเนื่องไปจนถึงช่วงเลือกตั้งครั้งต่อไป อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าวเป็นข้อวิเคราะห์ของโฆษกรัฐบาล ขณะที่ฝ่ายการเมืองที่ถูกพาดพิงย่อมมีสิทธิชี้แจงหรือโต้แย้งตามกระบวนการประชาธิปไตย
สำหรับข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการฮั้วเลือก สว. นพ.เอกภพระบุว่า หากมีหลักฐานว่ามีผู้กระทำผิด ก็ควรนำเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบตามกฎหมาย และให้หน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการ และได้ตั้งข้อสังเกตถึงการนำรายชื่อหรือข้อมูลบางส่วนออกมาเปิดเผยในช่วงที่กระบวนการตรวจสอบยังไม่สิ้นสุด ว่าอาจส่งผลกระทบต่อผู้ถูกกล่าวหา โดยเฉพาะผู้ที่ยังไม่ได้มีโอกาสชี้แจงอย่างเต็มที่ พร้อมมองว่า การเปิดเผยข้อมูลในลักษณะดังกล่าวอาจมีผลทางการเมืองควบคู่ไปด้วย จึงควรแยกกระบวนการตรวจสอบทางกฎหมายออกจากการแข่งขันทางการเมืองให้ชัดเจน
โฆษกรัฐบาลยังกล่าวถึงแนวคิดที่บุคคลบางกลุ่มเคยพูดถึงการเข้าไปมีบทบาทในสภาสูง เพื่อเชื่อมโยงอำนาจไปยังองค์กรอิสระ โดยตั้งข้อสังเกตว่า อาจมีการนำวิธีคิดหรือเป้าหมายทางการเมืองในอดีตมาย้อนกล่าวหาฝ่ายรัฐบาลในปัจจุบัน
เมื่อถูกถามว่า เหตุใดนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จึงเลือกให้ทำหน้าที่โฆษกรัฐบาล และเกี่ยวข้องกับการที่เคยอยู่ในพรรคการเมืองเดิมหรือไม่ นพ.เอกภพระบุว่า ประสบการณ์ที่เคยร่วมงานมาตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น ทำให้ได้เห็นทั้งกระบวนการก่อตั้งพรรค การเคลื่อนไหว และวิธีคิดทางการเมืองจากภายใน จึงมองว่าตนเองอาจเป็นหนึ่งในคนที่พอเข้าใจและ “รู้ทันเกมการเมือง” ของฝ่ายที่เคยร่วมงานด้วย
นพ.เอกภพย้ำว่า การแข่งขันทางการเมืองสามารถเกิดขึ้นได้ตามระบอบประชาธิปไตย แต่ข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับความผิดตามกฎหมายควรมีหลักฐานรองรับ และเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบอย่างเป็นธรรม มากกว่าปล่อยให้กระแสทางการเมืองเป็นตัวตัดสิน




