นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ชี้แจงกรณีมีการตั้งข้อสังเกตว่า สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ทำหนังสือถึงหน่วยงาน มหาวิทยาลัยเพื่อช่วยผลักดันโครงการ TH-AI Passport เนื่องจากมีผู้ใช้งานน้อย ว่า ข้อสังเกตดังกล่าวไม่ตรงกับข้อเท็จจริง
.
กระบวนการประชาสัมพันธ์โครงการเริ่มต้นมาตั้งแต่เดือนเมษายน 2569 โดย สดช.ได้ทำหนังสือสอบถามความต้องการใช้งาน AI ไปยังกว่า 400 หน่วยงาน และมีมากกว่า 300 หน่วยงานตอบกลับแสดงความประสงค์เข้าร่วมโครงการ
โดยหน่วยงานที่แจ้งความต้องการใช้งานสูงสุดคือกระทรวงศึกษาธิการ รองลงมาคือกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สะท้อนให้เห็นว่ากลุ่มสถานศึกษา ครู อาจารย์ นักเรียน นักศึกษา และบุคลากร มีความต้องการนำ AI ไปใช้ประโยชน์ในการศึกษา การวิจัย และการทำงานจำนวนมาก
.
เมื่อใกล้ถึงกำหนดเปิดโครงการ หน่วยงานที่รับผิดชอบจึงจัดทำหนังสือประชาสัมพันธ์ เพื่อแจ้งวัน เวลา และรายละเอียดการเปิดใช้งานไปยังกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งถือเป็นขั้นตอนปกติของโครงการภาครัฐ ไม่ได้เกิดจากปัญหาจำนวนผู้ใช้งานต่ำหรือโครงการไม่ได้รับความสนใจตามที่มีการตั้งข้อสังเกต
.
ส่วนกรณีที่สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ทำหนังสือขอความร่วมมือจากสถาบันอุดมศึกษาช่วยประชาสัมพันธ์ต่อไปยังนิสิต นักศึกษา คณาจารย์ และบุคลากร ถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะช่วยให้กลุ่มผู้แสดงความต้องการสามารถรับทราบรายละเอียดและเข้าถึงสิทธิของโครงการได้อย่างทั่วถึง
“ต้องขอบคุณทุกหน่วยงานที่ช่วยประชาสัมพันธ์โครงการ เพราะเป้าหมายของ TH-AI Passport คือการเปิดโอกาสให้ประชาชนอายุ 15 ปีขึ้นไปเข้าถึงและใช้งาน Generative AI โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเป็นเวลา 1 ปี การทำหนังสือประชาสัมพันธ์จึงเป็นกระบวนการปกติ เพื่อแจ้งข้อมูลให้ผู้ที่สนใจเตรียมเข้าใช้งาน ไม่ใช่การเร่งหาผู้ใช้เพราะโครงการไม่เป็นไปตามเป้าหมาย”
.
ดังนั้น การนำหนังสือประชาสัมพันธ์ดังกล่าวไปตีความว่า “รัฐบาลอยู่ไม่ไหวเพราะคนใช้น้อย” หรือเรียกโครงการในเชิงด้อยค่าว่า “เอไอลูกเทพ” จึงเป็นการตั้งข้อสังเกตที่ขาดบริบทสำคัญ เพราะข้อเท็จจริงคือมีหน่วยงานกว่า 300 แห่งแจ้งความประสงค์ใช้งานไว้ล่วงหน้าแล้ว และการออกหนังสือครั้งนี้เป็นเพียงขั้นตอนประชาสัมพันธ์ก่อนเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการเท่านั้น




