นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงการรับข้อเสนอพิจารณาต่ออายุโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ออกไปอีก 1–2 เดือน ภายหลังลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็นจากกลุ่มผู้ค้าและประชาชน ซึ่งส่วนใหญ่เรียกร้องให้ภาครัฐขยายระยะเวลามาตรการดังกล่าว เพื่อช่วยพยุงกำลังซื้อ ลดภาระค่าครองชีพ และช่วยให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปที่ชัดเจนภายในสิ้นเดือนกันยายนนี้ เนื่องจากยังมีกรอบวงเงินงบประมาณคงเหลือที่สามารถนำมาบริหารจัดการเพื่อต่ออายุโครงการได้ ซึ่งจะมีความชัดเจนภายใน 2–3 สัปดาห์ข้างหน้า

นายเอกนิติระบุว่า ปัจจัยสำคัญในการพิจารณาขยายเวลาโครงการ มาจากวิกฤตราคาพลังงานที่ยังคงยืดเยื้อ ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นและกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนโดยตรง ทั้งนี้ หากมีการต่ออายุโครงการออกไป กระทรวงการคลังจะพิจารณาปรับสูตรรายละเอียดของโครงการเพิ่มเติม เช่น กลุ่มเป้าหมายผู้ได้รับสิทธิ และอัตราการร่วมจ่าย (Co-pay) ระหว่างภาครัฐกับประชาชน

ปัจจุบัน โครงการไทยช่วยไทยพลัสมีประชาชนเข้าร่วมใช้สิทธิแล้วกว่า 26 ล้านคน และเมื่อรวมกับกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีกราว 13 ล้านคน จะมีประชาชนที่ได้รับประโยชน์จากการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายรวมกว่า 40 ล้านคน

ส่วนข้อกังวลเรื่องกำลังซื้อของประชาชนที่อาจชะลอตัวลงหลังสิ้นสุดมาตรการนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังระบุว่า ได้มีการถอดบทเรียนจากโครงการคนละครึ่งพลัสในอดีต ซึ่งพบว่าในช่วงดำเนินมาตรการ ยอดขายของร้านค้าปรับตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ยถึงร้อยละ 500–600 แต่หลังจากจบโครงการ ร้านค้าที่ได้รับการส่งเสริมฝึกอบรมอัปสกิลและรีสกิล รวมถึงการสนับสนุนด้านการขายสินค้าออนไลน์ ยังคงมียอดขายและรายได้เพิ่มขึ้นต่อเนื่องกว่าร้อยละ 200 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ามาตรการช่วยต่อยอดความเข้มแข็งให้แก่ผู้ประกอบการรายย่อยได้อย่างยั่งยืน