นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยผลการหารือร่วมกับกระทรวงการคลัง นำโดย ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง และนางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เพื่อเคาะรายละเอียดโครงการ ‘ไทยเที่ยวไทย พลัส’ ภายใต้วงเงินกู้ไม่เกิน 3,500 ล้านบาท เพื่อกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวและบริการของประเทศ
โครงการดังกล่าวมีรูปแบบการสนับสนุนหลัก 2 ส่วน ได้แก่:
-
การอุดหนุนค่าที่พัก: สนับสนุนแบบจำนวนคงที่ (Flat Rate) จ่ายตามจริงสูงสุดไม่เกิน 1,500 บาทต่อคืน โดยประชาชน 1 คนสามารถใช้สิทธิ์ได้สูงสุด 5 คืน (คิดเป็นเงินสนับสนุนค่าที่พักสูงสุด 7,500 บาท)
-
คูปองดิจิทัล (Voucher): สำหรับใช้จ่ายในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง เช่น ร้านอาหาร คาเฟ่ สปา นวด รถรับจ้าง และร้านของที่ระลึก ในลักษณะร่วมจ่าย (Co-pay) 50:50 หากใช้จ่ายใน ‘เมืองหลัก’ ได้รับวงเงินเริ่มต้น 1,500 บาท แต่หากใช้จ่ายใน ‘เมืองรอง’ รัฐจะเพิ่มวงเงินเป็น 2,000 บาท เพื่อจูงใจให้เกิดการกระจายรายได้
สำหรับโครงการกำหนดไว้ที่ 1 ล้านสิทธิ์ (ประชาชน 1 คนใช้ได้สูงสุด 5 สิทธิ์) หากใช้สิทธิ์ครบทั้งค่าที่พักและ Voucher ในเมืองรองเต็มจำนวน จะได้รับมูลค่าสิทธิประโยชน์สูงสุดถึง 17,500 บาทต่อคน (แบ่งเป็นค่าที่พัก 7,500 บาท และ Voucher 10,000 บาท)
ไทม์ไลน์และการลงทะเบียน:
-
ผู้ประกอบการ: เริ่มลงทะเบียนตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป
-
ประชาชนทั่วไป: ทยอยลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน ‘เป๋าตัง’ ได้หลังวันที่ 25 ตุลาคม 2569
-
ระยะเวลาเดินทางและใช้สิทธิ์: เริ่มใช้สิทธิ์ได้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 จนถึงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2570 โดยจะมีช่วงงดใช้สิทธิ์ (Blackout Period) ระหว่างวันที่ 15 ธันวาคม 2569 – 15 มกราคม 2570 เพื่อลดความแออัดในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่
ทั้งนี้ ทางกระทรวงฯ ได้กำหนดมาตรการป้องกันการโก่งราคา โดยบังคับให้โรงแรมที่เข้าร่วมต้องแจ้งราคาห้องพักล่วงหน้าเพื่อตรวจสอบย้อนหลัง หากพบการฉวยโอกาสหรือทุจริตจะดำเนินการตัดสิทธิ์ทันที ซึ่งที่ผ่านมามีโรงแรมถูกขึ้นบัญชีดำ (Blacklist) ไปแล้วกว่า 1,400 แห่ง ขณะที่ระบบ ‘เป๋าตัง’ จะช่วยติดตามธุรกรรมและป้องกันการสวมสิทธิ์หรือการฮั้วได้อย่างรัดกุม
ด้านนางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. ประเมินว่า มาตรการนี้จะช่วยสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจราว 58,000 – 60,000 ล้านบาท กระตุ้นค่าใช้จ่ายต่อทริปของนักท่องเที่ยวในประเทศให้เพิ่มขึ้นประมาณ 20% โดยเม็ดเงินที่ภาครัฐอุดหนุน 1 บาท จะสามารถก่อให้เกิดการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้สูงถึง 2.5 เท่า




