ตำรวจ ปอท.เปิดปฏิบัติการ Thailand-Korea Breaking Chains EP.3 บุกทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ชาวเกาหลีใต้
เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1 บก.ปอท ร่วมกับ เจ้าหน้าที่แผนกกงสุลตำรวจสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย ร่วมกันจับกุมผู้ต้องหาชาวเกาหลีใต้และชาวจีน จำนวน 13 ราย ได้แก่
1. นายควางยุนฯ (GUANGYUN) อายุ 38 ปีสัญชาติจีน
2. นายซอกยอนฯ (SEOKYEON) อายุ 33 ปีสัญชาติเกาหลีใต้
3. นายซังฮุนฯ (SANGHOON) อายุ 35 ปีสัญชาติเกาหลีใต้
4. นายดงยองฯ (DONGYOUNG) อายุ 33 ปีสัญชาติเกาหลีใต้
5. นายยองวอนฯ (YOUNGWON) อายุ 31 ปีสัญชาติเกาหลีใต้
6. นายกึนโฮฯ (GEUNHO) อายุ 24 ปีสัญชาติเกาหลีใต้
7. นายซูบอมฯ (SUBEOM) อายุ 33 ปีสัญชาติเกาหลีใต้
8. นายมินแจฯ (MINJAE) อายุ 28 ปีสัญชาติเกาหลีใต้
9. นายแจอุคฯ (JAEWOOK) อายุ 31 ปีสัญชาติเกาหลีใต้
10. นายฮยอนซอลฯ (HYUNSOL) อายุ 27 ปีสัญชาติเกาหลีใต้
11. นายแจยองฯ (JAE YOUNG) อายุ 31 ปีสัญชาติเกาหลีใต้
12. นายแจมินฯ (JAEMIN) อายุ 32 ปีสัญชาติเกาหลีใต้
13. น.ส.ชันมีฯ (CHANMI) อายุ 33 ปีสัญชาติเกาหลีใต้
ในความผิดฐาน “เป็นคนต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน” ตามมาตรา 8 ประกอบมาตรา 101 แห่ง พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560
สืบเนื่องจาก ปัจจุบันกลุ่ม call center มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการหลอกลวงที่หลากหลาย และตามนโยบายเชิงรุกของรัฐบาล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หัวหน้าศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.) และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รองหัวหน้าศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.) มีการจัดตั้ง War room ACSC โดยมีการประสานงานร่วมกับฝ่ายต่างประเทศเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร รวมถึงให้ความร่วมมือในการสืบสวนและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะขบวนการคอลเซ็นเตอร์ที่มีความเชื่อมโยงระหว่างประเทศ
กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) และ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย จึงได้ร่วมกันสืบสวนและแลกเปลี่ยนข้อมูล โดยในห้วงปี 2568 ที่ผ่านมา กก.1 บก.ปอท. ได้ประสานงานร่วมกับแผนกกงสุลตำรวจ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย เปิดปฏิบัติการ “Breaking Chain 2025” เพื่อตรวจค้นจับกุม กลุ่มองค์กรอาชญากรรมออนไลน์ชาวเกาหลีใต้/จีน ซึ่งลักลอบเข้ามาหลบซ่อนตัวในประเทศไทย
โดยสามารถจับกุมผู้ต้องหาชาวเกาหลีใต้/จีน จำนวนหลายราย จากการร่วมกันสืบสวนขยายผลพบว่ามีกลุ่มบุคคลสัญชาติเกาหลีใต้เชื่อว่าเป็นขบวนการคอลเซ็นเตอร์หลบหนีจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามายังประเทศไทย หลบซ่อนตัวอยู่ในพื้นที่ จ.สมุทรปราการ โดยเช่าบ้านหรู ย่านบางพลี เพื่อเปิดเป็นสำนักงานหรือออฟฟิศในการใช้หลอกลวงเหยื่อในประเทศเกาหลีใต้
เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1 บก.ปอท. จึงได้รวบรวมพยานหลักฐาน และขออนุมัติหมายค้นต่อศาล เพื่อเข้าทำการตรวจค้นบ้านหลังดังกล่าว จากการตรวจค้นพบว่าภายในบ้านถูกดัดแปลงเป็นลักษณะออฟฟิศคอลเซ็นเตอร์ โดยมีการจัดโต๊ะทำงานจำนวน 13 จุด พร้อมอุปกรณ์โทรศัพท์ VoIP, อุปกรณ์กระจายสัญญาณอินเทอร์เน็ต (Router), เครื่องคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะเปิดหน้าจอค้างอยู่ ซึ่งมีการแสดงผลเป็นข้อความบทสคริปต์, เอกสารสคริปต์วางอยู่ที่โต๊ะ สำหรับพูดหรือพิมพ์เพื่อใช้ในการหลอกลวงทางออนไลน์, รายชื่อเหยื่อชาวเกาหลีใต้พร้อมหมายเลขโทรศัพท์ และเอกสารปลอมแอบอ้างเป็นหนังสือทางราชการของอัยการประเทศเกาหลีใต้
ซึ่งจากการซักถามผู้ต้องหาในที่เกิดเหตุทราบว่าบทสคริปต์ดังกล่าวใช้เป็นต้นแบบในการสื่อสารหลอกลวงเหยื่อผ่านช่องทางออนไลน์ และเมื่อตรวจสอบอุปกรณ์โทรศัพท์ ที่ใช้ในการสื่อสารของผู้ต้องหา พบว่าเป็นการโทรผ่านอินเทอร์เน็ต (VoIP) เพื่อใช้ติดต่อสื่อสารกับเหยื่อในประเทศเกาหลีใต้ โดยใช้วิธีการปลอมเป็นอัยการหรือเจ้าหน้าที่รัฐของประเทศเกาหลีใต้ โทรศัพท์ข่มขู่เหยื่อโดยหลอกว่ามีคดี และหลอกให้เหยื่อโอนเงินให้กับกลุ่มคนร้าย
จากการตรวจค้นสามารถจับกุมตัวผู้ต้องหาเป็นชาวเกาหลีใต้และชาวจีน จำนวน 13 ราย (ชาวเกาหลีใต้ จำนวน 12 ราย และ ชาวจีน จำนวน 1 ราย)
โดยในการเข้าตรวจค้น เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้แสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจและขอทำการตรวจสอบเอกสารประจำตัวและใบอนุญาตทำงาน โดยสอบถามผู้ต้องหาผ่านล่ามแปลภาษา ทราบว่ากลุ่มผู้ต้องหาดังกล่าวมีการลักลอบเข้ามาทำงานในประเทศไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต จึงได้จับกุมตัวผู้ต้องหาทั้งหมด ส่งพนักงานสอบสวน สภ.บางแก้ว เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ในส่วนของอุปกรณ์คอมพิวเตอร์, โทรศัพท์มือถือ และอุปกรณ์อื่นๆ ซึ่งเชื่อว่าอาจใช้ในการกระทำความผิดหลอกลวงเหยื่อ จะได้ทำการตรวจพิสูจน์หลักฐานเพื่อส่งผลให้กับประเทศเกาหลีใต้เพื่อดำเนินคดีต่อไป
จากการตรวจค้นสามารถตรวจยึดพยานหลักฐานสำคัญเพื่อตรวจสอบเป็นอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ และโทรศัพท์ VoIP จำนวน 51 เครื่อง, โทรศัพท์ มือถือ จำนวน 20 เครื่อง, บทสคริปต์หลอกลวงและเอกสารอื่นๆ อีกหลายรายการ
จากพฤติการณ์ทั้งหมด เชื่อได้ว่ากลุ่มบุคคลดังกล่าวได้ใช้สถานที่นี้ในการหลอกลวงชาวเกาหลีใต้ให้หลงเชื่อและโอนเงินให้กับกลุ่มคนร้าย โดยมีการจัดเตรียมอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์ และช่องทางสื่อสารครบถ้วนเพื่อใช้ในการกระทำความผิด และจากตรวจสอบหมายเลขโทรศัพท์และพยานหลักฐานเบื้องต้นยังไม่พบความเชื่อมโยงกับผู้เสียหายในประเทศไทย
จากความร่วมมือระหว่างกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) และสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2568 จนถึงปัจจุบัน สามารถจับกุมผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องกับขบวนการคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นชาวเกาหลีใต้และชาวจีน รวมทั้งสิ้น 41 ราย
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจยังได้ประสานความร่วมมือกับแผนกกงสุลตำรวจ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับพฤติการณ์ของกลุ่มผู้ต้องหา รวมถึงลักษณะการกระทำความผิดและความเสียหายที่เกิดขึ้นกับประชาชนในประเทศเกาหลีใต้ เพื่อสนับสนุนการสืบสวน ขยายผล และดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศต่อไป
ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ยังคงมีข้อห่วงใย และขอเน้นย้ำประชาชนว่าให้ระมัดระวังกลุ่มมิจฉาชีพที่แอบอ้างเป็น ตำรวจ อัยการ หรือเจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐ โทรศัพท์มาข่มขู่หรือสร้างความตกใจ อ้างว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับคดี ก่อนหลอกให้โอนเงินหรือต้องเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ขอให้ประชาชน ตั้งสติ อย่าหลงเชื่อ อย่าโอนเงิน และอย่าเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว หากได้รับการติดต่อในลักษณะดังกล่าว ให้วางสายทันที และติดต่อหน่วยงานที่ถูกกล่าวอ้างผ่านช่องทางทางการเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง “ไม่เชื่อ ไม่โอน ไม่ให้ข้อมูล วางสาย แล้วตรวจสอบ” หากพบพฤติการณ์เข้าข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์หรือการหลอกลวง สามารถแจ้งเบาะแสให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบได้โดยเร็ว เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น 




