ความเสี่ยงไม่ได้ขึ้นอยู่กับการใช้หูฟังเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก 3 ปัจจัยสำคัญ คือ เสียงดังแค่ไหน ฟังนานเท่าไร และสัมผัสเสียงดังบ่อยเพียงใด ยิ่งเสียงดังมาก ระยะเวลาที่ฟังได้อย่างปลอดภัยก็ยิ่งสั้นลง
เสียงดังทำร้ายหูอย่างไร?
ภายในหูชั้นในมีเซลล์ขนขนาดเล็กที่ช่วยเปลี่ยนแรงสั่นสะเทือนของเสียงให้เป็นสัญญาณส่งไปยังสมอง เมื่อได้รับเสียงดังมากหรือเป็นเวลานาน เซลล์เหล่านี้อาจถูกทำลาย และร่างกายไม่สามารถสร้างกลับมาได้เหมือนเดิม
ความเสียหายอาจเกิดจากเสียงดังฉับพลันเพียงครั้งเดียว เช่น ประทัดหรือเสียงระเบิดใกล้หู หรือค่อย ๆ สะสมจากการเปิดเพลงดังทุกวัน โดยช่วงแรกผู้ฟังอาจยังไม่รู้สึกว่าการได้ยินลดลงอย่างชัดเจน
องค์การอนามัยโลกระบุว่า การฟังเสียงเฉลี่ยประมาณ 80 เดซิเบลอาจฟังได้ไม่เกิน 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ แต่เมื่อเพิ่มเป็น 90 เดซิเบล เวลาที่แนะนำจะลดเหลือประมาณ 4 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ จึงไม่ควรดูแค่เปอร์เซ็นต์เสียงบนโทรศัพท์เพียงอย่างเดียว องค์การอนามัยโลก
5 วิธีใช้หูฟังอย่างปลอดภัย
1. ลดระดับเสียง ไม่เกินประมาณ 60% ของระดับสูงสุด
องค์การอนามัยโลกแนะนำให้ตั้งเสียงจากอุปกรณ์ไม่เกินประมาณ 60% ของระดับสูงสุด และหากโทรศัพท์สามารถแสดงระดับเสียงเฉลี่ยได้ ควรรักษาไว้ต่ำกว่า 80 เดซิเบล
อย่างไรก็ตาม “60%” เป็นเพียงแนวทางเบื้องต้น เพราะหูฟังและโทรศัพท์แต่ละรุ่นให้ความดังไม่เท่ากัน หากเปิดเสียงแล้วไม่ได้ยินคนที่อยู่ใกล้เรียก รู้สึกต้องตะโกนคุย หรือคนข้าง ๆ ได้ยินเสียงลอดออกจากหูฟัง ควรลดเสียงลงทันที
หลีกเลี่ยงการเพิ่มเสียงเพื่อกลบเสียงรถ เสียงผู้คน หรือเสียงเครื่องจักร เพราะอาจทำให้ระดับเสียงสูงขึ้นโดยไม่รู้ตัว
2. พักหูเป็นระยะ ไม่ฟังต่อเนื่องหลายชั่วโมง
แม้ระดับเสียงจะไม่สูงสุด แต่การฟังติดต่อกันเป็นเวลานานก็เพิ่มปริมาณเสียงสะสมได้ ควรถอดหูฟังและพักในบริเวณเงียบเป็นระยะ โดยเฉพาะหลังเล่นเกม เรียนออนไลน์ หรือดูซีรีส์ต่อเนื่อง
สามารถตั้งเวลาหรือใช้ฟังก์ชันเตือนการใช้หูฟังในโทรศัพท์ เพื่อช่วยควบคุมทั้งระดับเสียงและระยะเวลา อย่ารอจนหูอื้อจึงค่อยพัก เพราะอาการหูอื้อหรือเสียงรอบตัวฟังดูอู้อี้ แสดงว่าหูได้รับเสียงมากเกินไปแล้ว
หากเพิ่งกลับจากคอนเสิร์ต สนามกีฬา หรือสถานที่เสียงดัง ควรหลีกเลี่ยงการใส่หูฟังเปิดเพลงดังซ้ำ เพื่อให้หูได้พักจากเสียง
3. เลือกหูฟังที่พอดีและช่วยลดเสียงรบกวน
หูฟังที่กระชับพอดีหรือมีระบบตัดเสียงรบกวนช่วยให้ได้ยินเนื้อหาได้ชัดโดยไม่ต้องเร่งเสียงแข่งกับสภาพแวดล้อม แต่ระบบตัดเสียงรบกวนไม่ได้ทำให้การเปิดเสียงดังกลายเป็นเรื่องปลอดภัย ผู้ใช้ยังต้องควบคุมระดับเสียงและเวลาอยู่เสมอ
หูฟังแบบครอบหูไม่ได้ปลอดภัยกว่าหูฟังแบบสอดหูโดยอัตโนมัติ ความเสี่ยงขึ้นอยู่กับระดับเสียงที่เข้าสู่หูและระยะเวลาที่ฟังมากกว่ารูปทรงของหูฟัง
ควรหลีกเลี่ยงการใช้หูฟังตัดเสียงรบกวนขณะเดินริมถนน ขี่จักรยาน หรืออยู่ในจุดที่ต้องได้ยินเสียงรถและสัญญาณเตือน หากจำเป็นต้องใช้ ควรเปิดโหมดรับเสียงภายนอกและตั้งเสียงให้เบา
4. เปิดระบบจำกัดเสียงและตรวจระดับเดซิเบล
สมาร์ตโฟนหลายรุ่นมีเมนูตรวจสอบระดับเสียงหูฟัง การแจ้งเตือนเมื่อฟังเสียงดังเกินไป และระบบจำกัดระดับเสียงสูงสุด ควรเปิดใช้งานแทนการกดข้ามข้อความเตือน
แนวทางง่าย ๆ ได้แก่
เปิดการแจ้งเตือนระดับเสียงหูฟัง
กำหนดเพดานเสียงสูงสุด
ตรวจข้อมูลการรับเสียงสะสมรายวันหรือรายสัปดาห์
ลดเสียงทันทีเมื่ออุปกรณ์แจ้งเตือน
ใช้แอปวัดเสียงเพื่อตรวจสภาพแวดล้อมที่มีเสียงดัง
เสียงเพลงจากหูฟังที่ระดับสูงสุดอาจอยู่ในช่วงประมาณ 94–110 เดซิเบล ขึ้นอยู่กับอุปกรณ์ และเสียงระดับสูงสามารถทำอันตรายต่อการได้ยินได้ในเวลาไม่นาน สถาบัน NIDCD สหรัฐฯ
5. สังเกตสัญญาณเตือน และตรวจการได้ยินเมื่อผิดปกติ
การสูญเสียการได้ยินจากเสียงดังมักค่อย ๆ เกิดขึ้น ผู้ใช้จึงอาจไม่รู้ตัวในระยะแรก ควรสังเกตอาการต่อไปนี้
หูอื้อ มีเสียงวิ้ง เสียงหวีด หรือเสียงหึ่งในหู
หลังถอดหูฟังแล้วได้ยินเสียงอู้อี้
ต้องเพิ่มเสียงโทรศัพท์หรือโทรทัศน์มากกว่าเดิม
ฟังคำพูดไม่ชัด โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในที่มีเสียงรบกวน
ต้องขอให้ผู้อื่นพูดซ้ำบ่อย ๆ
ปวดหู แน่นหู หรือไวต่อเสียงผิดปกติ
รู้สึกว่าหูสองข้างได้ยินไม่เท่ากัน
หากอาการหูอื้อหรือได้ยินอู้อี้ไม่หายหลังพักจากเสียง ควรหยุดใช้หูฟังและพบแพทย์เฉพาะทางด้านหู คอ จมูก หรือนักแก้ไขการได้ยินเพื่อตรวจประเมิน
ต้องรีบพบแพทย์เมื่อใด?
หากการได้ยินลดลงอย่างฉับพลัน โดยเฉพาะข้างเดียว หรือมีอาการร่วม เช่น เวียนศีรษะรุนแรง เดินเซ มีน้ำหรือเลือดไหลจากหู ปวดหูมาก หรือเกิดขึ้นหลังเสียงระเบิดใกล้หู ควรไปพบแพทย์ทันที ไม่ควรรอให้อาการหายเอง
นอกจากนี้ หากมีสิ่งแปลกปลอมหรือจุกหูฟังค้างอยู่ในช่องหู ไม่ควรใช้ไม้พันสำลี แหนบ หรืออุปกรณ์อื่นแคะออกเอง เพราะอาจดันสิ่งนั้นลึกขึ้นและทำให้ช่องหูหรือแก้วหูบาดเจ็บ
จำง่ายก่อนกดเพิ่มเสียง
เสียงไม่ดังเกินไป + ฟังไม่นานเกินไป + พักหูเป็นระยะ
การใช้หูฟังไม่ได้ทำให้หูเสื่อมเสมอไป หากควบคุมระดับเสียงและเวลาการใช้งานอย่างเหมาะสม แต่ความเสียหายจากเสียงดังอาจสะสมโดยไม่รู้ตัว และการสูญเสียการได้ยินจากเซลล์หูชั้นในถูกทำลายอาจไม่สามารถฟื้นกลับมาได้ การป้องกันตั้งแต่วันนี้จึงดีกว่ารอให้เกิดอาการในอนาคต
#TV5HD #TV5HDONLINE #Wellness #สุขภาพวัยรุ่น #หูฟัง #หูอื้อ #ปกป้องการได้ยิน
TV5HD NewsWellness
“ใส่หูฟังเสียงดังทุกวัน เสี่ยงหูพังก่อนวัย?” 5 วิธีฟังอย่างปลอดภัย
หูฟังกลายเป็นอุปกรณ์ประจำตัวของวัยรุ่น ทั้งใช้ฟังเพลง ดูคลิป เล่นเกม เรียนออนไลน์ และคุยโทรศัพท์ แต่หากเปิดเสียงดังและฟังต่อเนื่องเป็นเวลานาน เซลล์รับเสียงภายในหูชั้นในอาจได้รับความเสียหาย จนนำไปสู่อาการหูอื้อและการได้ยินลดลงได้

ข่าวเด่น
เนื้อหาข่าว
Advertisement



