รัฐบาลดันระบบทหารสมัครใจ ชวนคนรุ่นใหม่ใช้โอกาสต่อยอดสู่ทหารอาชีพ
รัฐบาลเดินหน้าปรับระบบกำลังพลสู่ความสมัครใจ กองทัพบกเปิดรับ “พลทหารอาสา” ปี 70 พร้อมสิทธิพัฒนาทักษะและต่อยอดอาชีพ
วันที่ 6 ก.ย.69 - น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าปรับระบบการรับราชการทหารไปสู่รูปแบบสมัครใจ ตามนโยบายที่นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล แถลงต่อรัฐสภา โดยมุ่งให้การเข้ารับราชการทหารเป็นทั้งการทำหน้าที่เพื่อประเทศและโอกาสในการพัฒนาทักษะ การศึกษา และอาชีพของผู้สมัคร
รัฐบาลกำหนดนโยบายพัฒนาระบบทหารอาสาและปรับระบบเกณฑ์ทหาร โดยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนกำลังพลที่เข้ามาด้วยความสมัครใจ และลดการพึ่งพาการเรียกเกณฑ์ตามลำดับ ขณะที่กองทัพบกเริ่มขับเคลื่อนการรับสมัคร “พลทหารอาสา” ประจำปี 2570 ในรูปแบบสัญญาจ้าง 4 ปี
น.ส.รัชดาระบุว่า แนวทางดังกล่าวต้องสร้างแรงจูงใจที่มากกว่าการได้รับค่าตอบแทน โดยผู้สมัครควรได้รับโอกาสต่อยอดชีวิตใน 4 ด้านสำคัญ โดยผู้สมัครจะได้รับโอกาสต่อยอดชีวิตใน 4 ด้านสำคัญ ได้แก่
- ด้านรายได้และสวัสดิการ ผู้เข้าร่วมโครงการจะได้รับเงินเดือนและค่าตอบแทนตามเงื่อนไข รวมถึงสิทธิรักษาพยาบาลและสวัสดิการที่เกี่ยวข้อง สำหรับ “พลทหารอาสา” ปี 2570 กองทัพบกระบุเงินเดือนเริ่มต้น 12,090 บาทต่อเดือน และค่าตอบแทนพิเศษ 2,880 บาทต่อเดือน รวมประมาณ 14,970 บาท ก่อนหักหรือใช้จ่ายตามเงื่อนไขที่กำหนด
- ด้านการพัฒนาตนเองและทักษะ ผู้เข้ารับราชการจะได้รับการฝึกและประสบการณ์จากการปฏิบัติงานจริง ทั้งระเบียบวินัย สมรรถภาพร่างกาย และทักษะที่สามารถนำไปใช้ต่อหลังพ้นหน้าที่
- ด้านการศึกษาและวิชาชีพ กองทัพมีแนวทางสนับสนุนการเพิ่มวุฒิการศึกษาและฝึกทักษะอาชีพ เพื่อให้ผู้สมัครสามารถกลับไปประกอบอาชีพหรือศึกษาต่อได้หลังสิ้นสุดสัญญา โดยกองทัพบกประชาสัมพันธ์โครงการ “1 ปี 1 วุฒิ” สำหรับกลุ่มพลทหารอาสาด้วย
- ด้านเส้นทางอาชีพ ผู้ที่มีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์จะมีโอกาสสอบต่อในสายทหาร รวมถึงได้รับสิทธิโควตาหรือคะแนนเพิ่มตามเงื่อนไขของกองทัพ เพื่อเปิดทางสู่การเป็นกำลังพลประจำในอนาคต
สำหรับการรับสมัคร พลทหารอาสา ประจำปี 2570 กองทัพบกกำหนดเปิดรับตั้งแต่วันที่ 10 กันยายน 2569 ถึง 24 มกราคม 2570 ผู้สมัครสามารถเลือกหน่วยที่ต้องการเข้ารับราชการได้จากหน่วยที่เปิดรับทั่วประเทศ และสมัครได้ผ่านเว็บไซต์ rcm.rta.mi.th หรือสมัครด้วยตนเองที่หน่วยทหารและสำนักงานสัสดีที่กำหนด
โครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายรัฐบาลในการเพิ่มกำลังพลแบบสมัครใจ โดยรัฐบาลเคยกำหนดเป้าหมายภาพรวมไว้ 100,000 อัตรา เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านจากระบบเกณฑ์ไปสู่ระบบสมัครใจมากขึ้นในระยะยาว
น.ส.รัชดาระบุว่า หากระบบสมัครใจสามารถดึงผู้ที่มีความตั้งใจและคุณสมบัติเหมาะสมเข้าสู่กองทัพได้มากขึ้น จะช่วยให้การจัดกำลังพลสอดคล้องกับภารกิจ ลดการพึ่งพาการเกณฑ์ และทำให้การใช้งบประมาณด้านบุคลากรมีประสิทธิภาพมากขึ้น รัฐบาลมองว่าผลลัพธ์ของนโยบายไม่ควรวัดเฉพาะจำนวนผู้สมัคร แต่ต้องดูด้วยว่าผู้เข้าร่วมได้รับทักษะ การศึกษา และโอกาสประกอบอาชีพกลับไปมากน้อยเพียงใด รวมถึงกองทัพสามารถปรับขนาดและองค์ประกอบกำลังพลให้เหมาะสมกับภารกิจได้จริงหรือไม่




