วันที่ 5 ก.ย.69 - นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดแนวคิด “การพัฒนาประสิทธิภาพระบบราชการ” ระบุไทยต้องเร่งปรับวิธีทำงานภาครัฐให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงของโลก โดยไม่ควรจบเพียงการตั้งคณะกรรมการหรือจัดทำรายงาน แต่ต้องลงมือรื้อกระบวนงาน ลดขั้นตอน เชื่อมโยงข้อมูล และวัดผลจากบริการที่ประชาชนได้รับจริง
นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดแนวคิด “การพัฒนาประสิทธิภาพระบบราชการ” ผ่านรายการ คุยกับ ครม.อนุทิน ชี้โจทย์วันนี้ไม่ใช่ตั้งคณะกรรมการเพิ่มหรือทำรายงานอีกชุด แต่ต้องลงมือเปลี่ยนวิธีทำงานของภาครัฐให้เห็นผลจริง

โลกกำลังเปลี่ยนพร้อมกันหลายด้าน ทั้งการค้า ภูมิรัฐศาสตร์ ภัยสภาพภูมิอากาศ สังคมสูงวัย และจำนวนเด็กเกิดใหม่ที่ลดลง ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านต่างเร่งปรับภาครัฐเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
นายปกรณ์เสนอให้เริ่มจาก รื้อกระบวนงาน ลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น ใช้เทคโนโลยีแทนงานซ้ำ เชื่อมฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงาน และเปลี่ยนบริการรัฐไปสู่ระบบจุดเดียวจบ ประชาชนไม่ควรต้องกรอกข้อมูลเดิมซ้ำหลายครั้ง หรือเดินเรื่องหลายหน่วยงานเพื่อทำเรื่องเดียว ข้อมูลที่รัฐมีอยู่แล้วควรเชื่อมต่อกันได้ และประชาชนต้องตรวจสอบสถานะได้ทุกขั้นตอน
พร้อมย้ำว่า การเพิ่มประสิทธิภาพไม่ใช่การ “ลดคน” แบบเหมารวม แต่ต้องดูภารกิจจริงของแต่ละหน่วยงาน รวมถึงบริหารกำลังคนให้เหมาะกับแต่ละวิชาชีพ เพราะครู แพทย์ พยาบาล ตำรวจ และเจ้าหน้าที่สายงานต่าง ๆ มีรูปแบบงานไม่เหมือนกัน
อีกเป้าหมายคือการลดภาระงบประมาณรายจ่ายประจำ ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 73% และเพิ่มสัดส่วนงบลงทุนจากประมาณ 20% ไปสู่ 30% เพื่อให้ประเทศมีงบพัฒนาและรับมือความท้าทายในอนาคตมากขึ้น
นายปกรณ์ยังเสนอแนวคิด Fast Track ที่สามารถเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มอย่างถูกกฎหมายสำหรับผู้ที่ต้องการบริการเร็วขึ้น เพื่อนำรายได้กลับมาพัฒนาระบบ และลดช่องทางการจ่ายเงินนอกระบบ
เป้าหมายสุดท้ายต้องวัดจากสิ่งที่ประชาชนได้รับจริง โดยกระบวนงานภาครัฐควรเร็วขึ้นอย่างน้อย 20–30% เอกสารน้อยลง ติดต่อหน่วยงานน้อยลง ตรวจสอบสถานะได้ และบริการมีความโปร่งใสมากขึ้น
เพราะสุดท้ายแล้ว จะเรียกว่า “ปฏิรูประบบราชการ” หรือ “พัฒนาประสิทธิภาพระบบราชการ” ไม่สำคัญเท่ากับคำถามว่า ทำแล้วประชาชนได้รับบริการที่ดีขึ้นจริงหรือไม่




