วันที่ 30 ส.ค.69 - นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ทางน้ำ ติดตามความคืบหน้าการพัฒนาคูคลองในเกาะรัตนโกสินทร์ ภายใต้โครงการ “พระภิกษุสงฆ์ ล่องเรือชมคู คลองในเกาะรัตนโกสินทร์” ซึ่งมุ่งเชื่อมโยงการฟื้นฟูคลอง การสัญจร วิถีชุมชน และการท่องเที่ยวในพื้นที่ประวัติศาสตร์ของกรุงเทพมหานคร
กิจกรรมเริ่มขึ้นเมื่อเวลา 06.45 น. ที่ท่าเรือวัดบรมนิวาส เขตปทุมวัน โดยมีสมเด็จพระวชิรสิทธาจารย์ เจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผู้แทนภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนเข้าร่วม ครั้งนี้มีพระภิกษุสงฆ์จำนวน 120 รูป จาก 5 วัด ร่วมล่องเรือชมคูคลองในพื้นที่เกาะรัตนโกสินทร์ ผ่านเส้นทางคลองมหานาค คลองผดุงกรุงเกษม คลองโอ่งอ่าง และคลองบางลำพู พร้อมรับฟังข้อมูลด้านประวัติศาสตร์ ความสัมพันธ์ระหว่างคูคลอง วัด และชุมชนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ตลอดสองฝั่งคลองมีประชาชนให้ความสนใจออกมายืนรอรับ พนมมือไหว้พระสงฆ์ และบันทึกภาพตลอดเส้นทาง ก่อนคณะขึ้นฝั่งบริเวณพิพิธภัณฑ์บางลำพู และเดินทางต่อไปยังวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร เพื่อถวายภัตตาหารเพลแด่พระภิกษุสงฆ์
สาระสำคัญของโครงการไม่ได้อยู่เพียงกิจกรรมล่องเรือ แต่เป็นการต่อยอดแผนพัฒนาคูคลองในเกาะรัตนโกสินทร์ ซึ่งหลายหน่วยงานร่วมกันขุดลอก ปรับปรุงทางระบายน้ำ และฟื้นเส้นทางสัญจรทางน้ำให้กลับมาใช้งานได้อีกครั้ง
นอกจากช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำและเชื่อมโยงการเดินทางภายในเมืองเก่าแล้ว ยังมีแนวคิดต่อยอดเส้นทางสัญจรทางน้ำให้เชื่อมออกไปถึงจังหวัดฉะเชิงเทราและพระนครศรีอยุธยาในอนาคต เพื่อเพิ่มทางเลือกด้านการเดินทางและเปิดโอกาสเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวทางน้ำระหว่างพื้นที่สำคัญ
การดำเนินงานยึดแนวทาง “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” และพระราชปณิธาน “สืบสาน รักษา ต่อยอด” เป็นกรอบสำคัญ โดยเน้นให้การพัฒนาพื้นที่เกิดจากความร่วมมือของหน่วยงานรัฐ กรุงเทพมหานคร ชุมชน และภาคส่วนต่าง ๆ
อีกหนึ่งแผนที่ถูกจับตามองคือการยกระดับภูมิทัศน์บริเวณ ภูเขาทอง วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ป้อมมหากาฬ วัดราชนัดดารามวรวิหาร และวัดเทพธิดารามวรวิหาร ให้เชื่อมต่อกันเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่มีความโดดเด่นมากขึ้น
หากดำเนินการได้ตามแผน พื้นที่ดังกล่าวจะไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเป็นจุดท่องเที่ยว แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของการฟื้นชีวิตเมืองเก่า ให้คลองกลับมาเป็นทั้งเส้นทางสัญจร พื้นที่สาธารณะ และตัวเชื่อมระหว่างวัด ชุมชน และแหล่งประวัติศาสตร์อีกครั้ง





