วันที่ 29 ส.ค.69 - นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงินเพื่อแก้ไขวิกฤตพลังงาน วงเงินรวม 400,000 ล้านบาท มีกรอบประมาณ 200,000 ล้านบาทสำหรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน โดยหนึ่งในโครงการที่รัฐบาลต้องการผลักดันเป็นลำดับแรกคือการสนับสนุนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในภาคครัวเรือน ซึ่งคาดว่าจะมีความชัดเจนภายในเดือนกันยายนนี้

รูปภาพบทความ

Advertisement

กระทรวงการคลังได้หารือกับกระทรวงพลังงาน การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และการไฟฟ้านครหลวงในรายละเอียดโครงสร้างพื้นฐานและรูปแบบการสนับสนุนแล้ว โดยแนวคิดสำคัญคือช่วยลดภาระเงินลงทุนเริ่มต้น ซึ่งปัจจุบันการติดตั้งระบบโซลาร์บนหลังคาอาจต้องใช้เงินหลักแสนบาท ทำให้หลายครัวเรือนไม่สามารถลงทุนได้ด้วยตัวเอง 

รูปภาพบทความ

รัฐบาลจึงพิจารณาการให้เงินอุดหนุนเพื่อช่วยลดต้นทุน พร้อมวางระบบให้ประชาชนสามารถผลิตไฟฟ้าใช้เอง และขายไฟฟ้าส่วนเกินกลับเข้าสู่ระบบได้ ซึ่งจะช่วยลดค่าไฟในระยะยาวและอาจสร้างรายได้เพิ่มเติมให้ครัวเรือน รายละเอียดของวงเงิน เงื่อนไข และจำนวนครัวเรือนที่จะได้รับสิทธิ ยังต้องรอข้อสรุปอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลในเดือนกันยายน

นายเอกนิติยืนยันว่า รัฐบาลมีวงเงินเพียงพอสำหรับโครงการที่อยู่ในกรอบการเปลี่ยนผ่านพลังงาน โดยหน่วยงานต่าง ๆ สามารถเสนอโครงการเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ แต่การใช้จ่ายรวมทั้งหมดต้องไม่เกินกรอบ 200,000 ล้านบาท

นอกจากโซลาร์รูฟท็อป รัฐบาลยังวางแนวทางใช้เงินก้อนนี้เพื่อปรับโครงสร้างพลังงานในด้านอื่น เช่น การเปลี่ยนผ่านรถโดยสารสาธารณะไปสู่พลังงานทดแทน การเพิ่มการใช้ไบโอดีเซลและเอทานอลที่ไทยสามารถผลิตได้เอง ตลอดจนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบสายส่ง สมาร์ทอิเล็กทรอนิกส์ และสมาร์ทกริด เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในระยะยาว

อีกด้านหนึ่ง รัฐบาลเตรียมยกระดับทักษะแรงงานไทยให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด เพื่อรองรับตำแหน่งงานใหม่ตั้งแต่การติดตั้งและบำรุงรักษาโซลาร์ ระบบไฟฟ้าอัจฉริยะ ยานยนต์พลังงานทางเลือก ไปจนถึงอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจสีเขียว พร้อมกันนี้ กระทรวงการคลังยังเร่งทบทวนโครงสร้างภาษีรถยนต์ใหม่ โดยมอบหมายให้ปลัดกระทรวงการคลังและกรมสรรพสามิตจัดทำรายละเอียดให้มีความชัดเจนภายในเดือนกันยายน 2569 เช่นเดียวกัน

หากโครงการโซลาร์รูฟท็อปเดินหน้าได้ตามแผน จะถือเป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญที่ทำให้การเปลี่ยนผ่านพลังงานลงมาถึงระดับครัวเรือนโดยตรง จากเดิมที่การลงทุนด้านพลังงานสะอาดมักกระจุกตัวอยู่ในภาคธุรกิจหรือผู้ที่มีกำลังลงทุนสูง อย่างไรก็ตาม ประชาชนที่สนใจควรรอประกาศรายละเอียดอย่างเป็นทางการ โดยเฉพาะหลักเกณฑ์ผู้มีสิทธิ วงเงินสนับสนุน ขนาดระบบที่เข้าร่วม เงื่อนไขการขายไฟคืน และช่องทางสมัคร ซึ่งรัฐบาลคาดว่าจะเปิดเผยภายในเดือนกันยายนนี้