เมื่อเมืองเก่าสงขลาสว่างขึ้นอีกครั้ง “Lighting of Songkhla Lagoon 2026” เปลี่ยนเรื่องเล่าท้องถิ่นให้มีชีวิตผ่านแสงสี
ค่ำคืนของย่านเมืองเก่าสงขลาช่วงปลายเดือนสิงหาคมกำลังเปลี่ยนไป จากถนนที่คุ้นตา อาคารเก่า และแลนด์มาร์กสำคัญของเมือง ถูกแต่งแต้มด้วยแสง สี และศิลปะดิจิทัล จนกลายเป็นพื้นที่สร้างสรรค์ขนาดใหญ่กลางเมือง
จังหวัดสงขลาเปิดงาน “Lighting of Songkhla Lagoon 2026” เทศกาลแสงไฟส่งเสริมอัตลักษณ์จังหวัดสงขลา ครั้งที่ 3 ระหว่างวันที่ 28–31 สิงหาคม 2569 บริเวณถนนนครนอก ย่านเมืองเก่าสงขลา อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา เพื่อสร้างสีสันให้การท่องเที่ยวช่วงปลายเดือนสิงหาคม และต้อนรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ โดยเฉพาะช่วงวันชาติมาเลเซีย รวมถึงช่วงการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่อย่างเป็นทางการที่จังหวัดสงขลา



งานปีนี้ไม่ได้มีเพียงการประดับไฟให้เมืองสวยขึ้น แต่ตั้งใจนำ “ตัวตนของสงขลา” มาถ่ายทอดใหม่ผ่านภาษาของศิลปะและเทคโนโลยี
ภายใต้แนวคิด “The Illumination of Digital Art City” หรือ “การส่องสว่างแห่งเมืองศิลปะดิจิทัล” เรื่องราวของวิถีชีวิต ประวัติศาสตร์ ตำนาน และอัตลักษณ์ท้องถิ่น ถูกนำมาตีความผ่านเทคโนโลยีแสง สี และสื่อดิจิทัล โดยเปิดโอกาสให้ผู้ชมมีส่วนร่วมกับผลงานในรูปแบบ Interactive Art
ภาพของเมืองเก่าจึงไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงฉากหลัง แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของงานศิลปะไปพร้อมกัน
หนึ่งในไฮไลท์ที่น่าจับตา คือการนำแลนด์มาร์กสำคัญของสงขลามาสร้างประสบการณ์ใหม่ผ่านแสงสี ทั้งบริเวณรูปปั้นนางเงือก และ โรงสีแดง หับ โห้ หิ้น รวมถึงจุดสำคัญอีกหลายแห่งทั่วเขตเมืองเก่า สถานที่ซึ่งคนสงขลาเห็นจนคุ้นตา ถูกเปลี่ยนบรรยากาศเมื่อพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า กลายเป็นจุดเดินชมเมือง ถ่ายภาพ และสัมผัสสงขลาในมิติที่ต่างออกไป สิ่งที่น่าสนใจคือ งานไม่ได้พยายามทำให้เมืองเก่ากลายเป็น “เมืองใหม่” แต่ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ช่วยขับเสน่ห์ของสถาปัตยกรรม เรื่องเล่า และวิถีชีวิตเดิมให้เด่นชัดขึ้น นี่จึงเป็นอีกตัวอย่างของการนำทุนทางวัฒนธรรมมาต่อยอดเป็นเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยไม่ทิ้งรากของเมืองไว้เบื้องหลัง




การจัดงานครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือของจังหวัดสงขลา สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ หรือ ทีเส็บ องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานหาดใหญ่ และภาคีเครือข่าย ภายใต้โครงการ Festival Economy for Songkhla MICE City
เป้าหมายสำคัญคือ การนำ “เทศกาล” มาเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และผลักดันสงขลาให้ก้าวสู่การเป็นเมืองไมซ์ หรือเมืองรองรับการจัดประชุม การท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล การประชุมวิชาชีพ และนิทรรศการระดับประเทศและนานาชาติ ขณะเดียวกันยังต้องการสร้างภาพจำใหม่ให้สงขลาเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ที่นักท่องเที่ยวไม่ได้มาเพียงชมทะเลหรือเมืองเก่า แต่สามารถเข้ามาสัมผัสประสบการณ์ศิลปะ วัฒนธรรม และกิจกรรมร่วมสมัยได้ตลอดทั้งปี นอกจากการแสดงแสงสี ภายในงานยังมีเวที Songkhla Creative Light Forum 2026 เปิดพื้นที่พูดคุยตั้งแต่เรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์ การพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน ไปจนถึงการบริหารจัดการลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา
อีกหนึ่งกิจกรรมคือพิธีประกาศรางวัล สองทะเลสงขลาฟิล์มเฟสติวัล 2569 ที่นำมิติของภาพยนตร์และงานสร้างสรรค์เข้ามาเชื่อมโยงกับเทศกาล


ทั้งหมดสะท้อนแนวคิดเดียวกันว่า “เมืองสร้างสรรค์” ไม่ได้เกิดจากงานใดงานหนึ่ง แต่ต้องเกิดจากการเชื่อมศิลปะ วัฒนธรรม ธุรกิจ ชุมชน และพื้นที่เมืองเข้าด้วยกัน นายอภิชัย เกื้อก่อบุญ รองปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา ระบุว่า ปีนี้ตั้งเป้าสร้างสีสันใหม่ให้กับการท่องเที่ยวของจังหวัด โดยช่วงเวลาจัดงานถือเป็นจังหวะสำคัญ เพราะตรงกับช่วงวันชาติมาเลเซีย และยังอยู่ในห้วงการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่อย่างเป็นทางการที่จังหวัดสงขลา จึงคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติเดินทางเข้าร่วมงานมากกว่า 100,000 คน และสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในพื้นที่ไม่น้อยกว่า 20 ล้านบาท เม็ดเงินดังกล่าวไม่ได้กระจุกตัวอยู่เพียงในพื้นที่จัดงาน แต่มีโอกาสกระจายไปถึงร้านอาหาร ที่พัก ร้านกาแฟ ร้านค้า ผู้ประกอบการท้องถิ่น ระบบขนส่ง และชุมชนโดยรอบ
นี่คือเหตุผลที่เทศกาลแสงไฟครั้งนี้มีความหมายมากกว่าการสร้าง “จุดถ่ายรูป” เพราะกำลังทดลองว่า เมืองหนึ่งเมืองจะนำต้นทุนด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และอัตลักษณ์ของตัวเอง มาสร้างเศรษฐกิจใหม่ได้อย่างไร
ตลอด 4 คืน ระหว่างวันที่ 28–31 สิงหาคม 2569 เมืองเก่าสงขลาจึงไม่ได้เพียง “เปิดไฟ” ให้สว่างขึ้น แต่กำลังเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นเก่าและคนรุ่นใหม่ นักท่องเที่ยวและคนในพื้นที่ ได้กลับมามองเมืองแห่งนี้ด้วยสายตาอีกแบบหนึ่ง และเมื่อแสงจากงานศิลปะตกกระทบลงบนอาคารเก่า เรื่องเล่าของสงขลาที่มีมานานก็ถูกเล่าขึ้นใหม่อีกครั้ง—ในภาษาของเมืองสร้างสรรค์แห่งอนาคต





