การเลือกเพลง “Black Hole Sun” ของวง Soundgarden ขึ้นมาใช้ในการแสดง ถือเป็นอีกหนึ่งโจทย์ที่ท้าทายสำหรับ “เนเน่ รอยัล” เพราะนี่ไม่ใช่เพียงเพลงร็อกชื่อดังจากยุค 90 เท่านั้น แต่ยังเป็นหนึ่งในบทเพลงสำคัญของยุคกรันจ์ ที่มีทั้งโครงสร้างดนตรี บรรยากาศ และอารมณ์เฉพาะตัวอย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตาม เนเน่กลับนำเพลงระดับตำนานมาตีความในแบบของตัวเอง ผ่านการเล่นกีตาร์ Fingerstyle ผสมกับการถ่ายทอดอารมณ์ที่ทั้งหม่น ลึกลับ และทรงพลัง โดยยังคงกลิ่นอายของต้นฉบับเอาไว้ แต่เติมตัวตนของเธอลงไปอย่างชัดเจน

Advertise

รูปภาพบทความ

การแสดงครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการนำเพลงเก่ามาคัฟเวอร์ แต่เป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่ทำให้คนฟังรุ่นใหม่หันกลับไปค้นหาเรื่องราวของ Soundgarden และ “Black Hole Sun” อีกครั้ง

Soundgarden หนึ่งในวงผู้บุกเบิกยุค Grunge

Soundgarden ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1984 ที่เมืองซีแอตเทิล รัฐวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา โดยมี Chris Cornell เป็นหนึ่งในสมาชิกผู้ก่อตั้งและรับหน้าที่นักร้องนำ

รูปภาพบทความ

วงถือเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญของกระแสดนตรี Grunge ที่ถือกำเนิดขึ้นในเมืองซีแอตเทิล ก่อนแนวดนตรีดังกล่าวจะก้าวขึ้นมาครองกระแสโลกในช่วงต้นทศวรรษ 1990

Soundgarden มักถูกกล่าวถึงร่วมกับ Nirvana, Pearl Jam และ Alice in Chains ในฐานะ 4 วงใหญ่ของยุคกรันจ์ หรือที่แฟนเพลงเรียกกันว่า “Big Four of Grunge”

เอกลักษณ์สำคัญของ Soundgarden คือการนำความหนักหน่วงของ Heavy Metal มาผสมกับความดิบและตรงไปตรงมาของ Punk และ Alternative Rock ก่อนพัฒนาออกมาเป็นซาวด์เฉพาะตัวที่ทั้งหนัก แน่น และมีความซับซ้อนทางดนตรี

รูปภาพบทความ

ขณะที่เสียงร้องของ Chris Cornell ก็กลายเป็นอีกหนึ่งเครื่องหมายการค้าของวง ด้วยน้ำเสียงที่ทรงพลัง สามารถถ่ายทอดได้ตั้งแต่เสียงต่ำหม่นลึกไปจนถึงเสียงสูงที่เต็มไปด้วยพลัง ทำให้เขาได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในนักร้องร็อกที่โดดเด่นที่สุดแห่งยุค

Soundgarden ยังถือเป็นหนึ่งในวงกรันจ์จากซีแอตเทิลกลุ่มแรก ๆ ที่ก้าวเข้าสู่ค่ายเพลงใหญ่ ก่อนจะประสบความสำเร็จในระดับนานาชาติในเวลาต่อมา

“Black Hole Sun” เพลงที่กลายเป็นภาพจำของ Soundgarden

หนึ่งในจุดสูงสุดของ Soundgarden เกิดขึ้นในปี 1994 เมื่อวงออกอัลบั้ม Superunknown ซึ่งกลายเป็นผลงานที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดชุดหนึ่งของวง

รูปภาพบทความ

และเพลงที่โดดเด่นจนกลายเป็นเหมือนลายเซ็นของ Soundgarden ก็คือ “Black Hole Sun”

เพลงนี้เขียนโดย Chris Cornell และแตกต่างจากเพลงร็อกทั่วไปตรงที่ไม่ได้เล่าเรื่องแบบตรงไปตรงมา แต่เต็มไปด้วยถ้อยคำและภาพเชิงนามธรรม ให้ความรู้สึกคล้ายความฝัน ความสับสน และโลกเหนือจริง

จุดเริ่มต้นจากประโยคที่ได้ยินผิด

หนึ่งในเกร็ดที่ถูกพูดถึงมากที่สุดเกี่ยวกับ “Black Hole Sun” คือที่มาของชื่อเพลง

Chris Cornell เคยเล่าว่า ไอเดียของคำว่า “Black Hole Sun” เกิดขึ้นจากการที่เขาได้ยินประโยคหนึ่งผิดเพี้ยนไปจากความหมายเดิม จนคำดังกล่าวติดอยู่ในความคิด

เขาจึงนำวลีนี้กลับไปต่อยอดเป็นทำนองและเนื้อเพลง ก่อนพัฒนาออกมาเป็นหนึ่งในเพลงที่โด่งดังที่สุดของ Soundgarden

เนื้อเพลงที่เหมือนภาพจากความฝัน

เสน่ห์ของ “Black Hole Sun” อยู่ตรงที่ผู้ฟังไม่จำเป็นต้องตีความเนื้อหาออกมาเป็นเรื่องราวเดียวกัน

Chris Cornell เคยอธิบายแนวทางการเขียนเพลงในลักษณะที่ให้ถ้อยคำเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ มากกว่าการวางโครงเรื่องแบบชัดเจน จึงทำให้เนื้อเพลงเต็มไปด้วยภาพที่ดูแปลกประหลาด หม่น และเหนือจริง

เมื่อรวมเข้ากับเสียงกีตาร์ที่หนักหน่วง เมโลดี้ที่ติดหู และเสียงร้องอันเป็นเอกลักษณ์ของ Cornell ทำให้ “Black Hole Sun” มีความรู้สึกทั้งสวยงามและน่าหวาดหวั่นอยู่ในเพลงเดียวกัน

มิวสิกวิดีโอของเพลงก็ช่วยตอกย้ำภาพดังกล่าว ด้วยฉากผู้คนที่มีรอยยิ้มผิดธรรมชาติ ใบหน้าบิดเบี้ยว และโลกที่กำลังถูกสิ่งเหนือจริงกลืนกิน จนกลายเป็นหนึ่งในมิวสิกวิดีโอที่มีภาพจำชัดที่สุดของวงการร็อกยุค 90

รูปภาพบทความ

เพลงที่พา Soundgarden คว้า Grammy

ความสำเร็จของ “Black Hole Sun” ไม่ได้หยุดอยู่เพียงยอดขายหรือความนิยมจากผู้ฟัง

ในปี 1995 เพลงนี้สามารถคว้ารางวัล Grammy Award สาขา Best Hard Rock Performance มาครอง ขณะที่อัลบั้ม Superunknown ก็ช่วยผลักดัน Soundgarden ขึ้นสู่จุดสูงสุดของวงการร็อกในช่วงเวลานั้น

รูปภาพบทความ

กว่า 30 ปีผ่านไป “Black Hole Sun” ยังคงเป็นหนึ่งในเพลงที่ผู้คนเชื่อมโยงกับชื่อ Soundgarden มากที่สุด และถูกศิลปินรุ่นหลังนำกลับมาคัฟเวอร์และตีความใหม่อยู่เสมอ

สำหรับ Soundgarden เส้นทางของวงต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่หลังการเสียชีวิตของ Chris Cornell ในปี 2017 ขณะมีอายุ 52 ปี

รูปภาพบทความ

แม้เจ้าของเสียงร้องต้นฉบับของ “Black Hole Sun” จะจากไปแล้ว แต่มรดกทางดนตรีของเขายังคงเดินทางต่อ ผ่านบทเพลงที่ถูกส่งต่อจากคนฟังรุ่นหนึ่งไปยังอีกคนรุ่นหนึ่ง

และการที่ เนเน่ รอยัล หยิบ “Black Hole Sun” ขึ้นมาแสดงบนเวที America’s Got Talent 2026 ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ชัดเจน

รูปภาพบทความ

เธอไม่ได้พยายามร้องหรือเล่นให้เหมือน Chris Cornell หากแต่นำบทเพลงมาตีความใหม่ในภาษาดนตรีของตัวเอง ผ่านกีตาร์ Fingerstyle และพลังการแสดงของศิลปินรุ่นใหม่

ผลลัพธ์จึงเป็นการพบกันระหว่าง ตำนานกรันจ์แห่งยุค 90 กับศิลปินรุ่นใหม่จากประเทศไทย

การแสดงของเนเน่ไม่ได้เพียงช่วยเปิดประตูบนเส้นทางการแข่งขันของเธอเอง แต่ยังทำหน้าที่เสมือนสะพานเชื่อมให้คนฟังอีกเจเนอเรชันได้ย้อนกลับไปรู้จัก Soundgarden, Chris Cornell และหนึ่งในบทเพลงสำคัญที่สุดของยุคกรันจ์อย่าง “Black Hole Sun”

เพราะท้ายที่สุดแล้ว เพลงที่กลายเป็นตำนานอาจไม่ได้มีชีวิตอยู่เพียงในยุคที่มันถือกำเนิดขึ้น แต่สามารถกลับมามีพลังได้อีกครั้ง ทุกครั้งที่มีศิลปินรุ่นใหม่หยิบมันขึ้นมาตีความ และส่งต่อไปยังผู้ฟังรุ่นถัดไป

รูปภาพบทความ