“ศุภชัย” ตั้งคำถาม “สำนวนฮั้ว สว.” หลุดได้อย่างไร จี้ตรวจสอบคนปล่อย–คนรับ–คนเผยแพร่ ชี้ “คำให้การไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่พิสูจน์แล้ว”
นายศุภชัย ใจสมุทร สส.แบบบัญชีรายชื่อ และประธานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ตั้งคำถามถึงกรณีมีการนำข้อมูลที่อ้างว่าเป็นคำให้การ เอกสาร หรือข้อมูลจากสำนวนการไต่สวนเกี่ยวกับการเลือก สว. ออกมาเปิดเผยและวิพากษ์วิจารณ์ต่อสาธารณะ โดยชี้ว่าประเด็นสำคัญไม่ควรอยู่เพียงว่า “ในสำนวนเขียนว่าอะไร” แต่ต้องตรวจสอบด้วยว่า “สำนวนมาอยู่ในมือคุณได้อย่างไร” พร้อมเสนอให้แยกพิจารณาความรับผิดของ 3 ฝ่าย ได้แก่ “คนปล่อย–คนรับ–คนเผยแพร่” รวมถึงตรวจสอบเส้นทางของเอกสารตั้งแต่ต้นทาง หรือ chain of custody ว่าใครเป็นผู้จัดทำ ใครมีสิทธิเข้าถึง ใครเป็นผู้ส่งมอบ และถูกนำออกมาเผยแพร่ได้อย่างไร
นายศุภชัยยังย้ำว่า คำให้การของพยานไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่พิสูจน์แล้ว ข้อกล่าวหาไม่เท่ากับความผิด และการมีชื่ออยู่ในสำนวนไม่ได้หมายความว่าเป็นผู้กระทำความผิด พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้แจงต่อสังคม โดยมีข้อความทั้งหมด ดังนี้
“สำนวนฮั้ว สว. หลุดได้อย่างไร? คนปล่อย–คนรับ–คนเผยแพร่ ใครต้องรับผิด
ช่วงที่ผ่านมา มีการนำข้อมูลซึ่งอ้างว่าเป็น คำให้การ เอกสาร หรือข้อมูลจากสำนวนการไต่สวนเกี่ยวกับการเลือก สว. ออกมาเปิดเผยและวิพากษ์วิจารณ์ต่อสาธารณะ จนนำไปสู่คำถามที่น่าสนใจในทางกฎหมายว่า
สำนวนที่ยังอยู่ในกระบวนการไต่สวน ออกมาอยู่ในมือบุคคลภายนอกได้อย่างไร?
เรื่องนี้ต้องแยกพิจารณาอย่างน้อย 3 ฝ่าย คือ “คนปล่อย–คนรับ–คนเผยแพร่” เพราะสถานะและความรับผิดทางกฎหมายอาจแตกต่างกัน
1. “คนปล่อย” — สำนวนออกจากหน่วยงานได้อย่างไร?
หากเอกสารนั้นเป็นเอกสารจริงจากสำนวนของ กกต. หรือ DSI คำถามแรกไม่ควรเริ่มต้นที่คนซึ่งนำเอกสารมาแสดงต่อสาธารณะ แต่ต้องย้อนกลับไปถึงต้นทางว่า
ใครเป็นผู้นำเอกสารออกจากสำนวน และมีอำนาจตามกฎหมายที่จะเปิดเผยหรือส่งมอบแก่บุคคลภายนอกหรือไม่?
โดยเฉพาะเมื่อ DSI มีมาตรการเกี่ยวกับการรักษาความลับของข้อมูลในสำนวนโดยเฉพาะ ส่วนกระบวนการสืบสวนหรือไต่สวนของ กกต. ก็เป็นกระบวนการตามกฎหมาย มิใช่เอกสารที่เจ้าหน้าที่คนใดจะหยิบออกมาเผยแพร่ตามความพอใจ
หากเจ้าหน้าที่ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องเป็นผู้ส่งมอบข้อมูลโดยไม่มีอำนาจ ก็ต้องตรวจสอบทั้ง กฎหมายอาญา กฎหมายเฉพาะ ระเบียบ และความรับผิดทางวินัย ตามข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี
2. “คนรับ” — ไม่ใช่เจ้าพนักงาน ไม่ได้แปลว่าทำอะไรก็ได้
บุคคลภายนอกอาจกล่าวว่า “ผมไม่ใช่เจ้าพนักงาน จึงไม่มีหน้าที่รักษาความลับของราชการ” ประโยคนี้อาจถูกในแง่ที่ว่า ความผิดบางฐานกำหนดคุณสมบัติของผู้กระทำไว้โดยเฉพาะว่าเป็นเจ้าพนักงาน จึงไม่อาจนำบทบัญญัติเหล่านั้นไปใช้กับประชาชนทั่วไปโดยอัตโนมัติ แต่ไม่ได้หมายความว่า “เมื่อไม่ใช่เจ้าพนักงานแล้ว จะรับและเผยแพร่เอกสารในสำนวนอย่างไรก็ได้” ต้องตรวจสอบต่อว่า บุคคลนั้นได้เอกสารมาอย่างไร รู้หรือไม่ว่าเป็นข้อมูลจากสำนวนที่ยังไม่เปิดเผย มีส่วนร่วมในการขอหรือชักจูงให้เจ้าหน้าที่นำเอกสารออกมาหรือไม่ และนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ในลักษณะใด
เพราะหากมีการร่วมมือกันตั้งแต่ต้น ก็อาจต้องพิจารณาหลักเรื่อง ตัวการ ผู้ใช้ หรือผู้สนับสนุน ประกอบกับฐานความผิดที่เกี่ยวข้องเป็นรายกรณี
3. “คนเผยแพร่” — ต้องแยก “พยานในสำนวน” ออกจาก “ข้อเท็จจริงที่พิสูจน์แล้ว”
เรื่องนี้สำคัญอย่างยิ่ง คำให้การของพยาน ≠ ข้อเท็จจริงที่พิสูจน์แล้ว ข้อกล่าวหา ≠ ความผิด และ การมีชื่ออยู่ในสำนวน ≠ เป็นผู้กระทำความผิด สำนวนการไต่สวนมีหน้าที่รวบรวมข้อเท็จจริงจากหลายฝ่าย ทั้งพยานที่สนับสนุนและหักล้างข้อกล่าวหา ก่อนที่องค์กรผู้มีอำนาจจะประเมินพยานหลักฐานและมีคำวินิจฉัย หากมีใครเลือกนำคำให้การหรือเอกสาร เพียงบางส่วน ออกมาเผยแพร่ แล้วนำไปสร้างข้อสรุปต่อสังคมว่าบุคคลใดกระทำความผิด ทั้งที่กระบวนการยังไม่สิ้นสุด ย่อมต้องระมัดระวังทั้งในเรื่องสิทธิของผู้ถูกกล่าวหา ความเป็นธรรมของกระบวนการ และความรับผิดตามกฎหมายอื่นที่อาจเกี่ยวข้อง
คำถามที่สังคมควรถาม แทนที่จะสนใจเฉพาะว่า “ในสำนวนเขียนว่าอะไร?”
ผมเห็นว่ามีอีกคำถามหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ “สำนวนมาอยู่ในมือคุณได้อย่างไร?”
ใครเป็นคนเอาออกมา?
ใครเป็นคนส่งให้?
ได้รับอนุญาตหรือไม่?
เป็นเอกสารฉบับเต็มหรือเลือกมาเฉพาะบางหน้า?
มีการตัดข้อความก่อนหรือหลังออกหรือไม่? และเหตุใดข้อมูลจากกระบวนการไต่สวนที่ยังไม่สิ้นสุดจึงถูกนำมาใช้ต่อสู้กันในพื้นที่สาธารณะ?
หากต้องการตรวจสอบเรื่องนี้อย่างจริงจัง ควรตรวจสอบ เส้นทางของเอกสาร (chain of custody) ตั้งแต่เอกสารถูกจัดทำ อยู่ในความครอบครองของใคร ใครเข้าถึงได้ จนกระทั่งออกมาอยู่ในมือบุคคลภายนอก อย่าให้ “สำนวนการไต่สวน” กลายเป็น “คำพิพากษาของสังคม” หลักนิติธรรมไม่ได้คุ้มครองเฉพาะคนที่เราเห็นด้วย แต่ต้องคุ้มครองทุกคนอย่างเสมอภาค ผู้ถูกกล่าวหาต้องมีโอกาสชี้แจง พยานหลักฐานต้องได้รับการตรวจสอบ องค์กรที่มีอำนาจต้องเป็นผู้วินิจฉัยตามกฎหมาย ไม่ใช่เลือกเอกสารบางหน้าออกจากสำนวน แล้วนำมาตัดสินกันบนหน้าจอโทรศัพท์ เพราะหากเรายอมรับวิธีการเช่นนี้ วันนี้อาจเกิดกับคนที่เราไม่ชอบ แต่วันหนึ่งก็อาจเกิดกับใครก็ได้
ก่อนถามว่า “สำนวนฮั้ว สว. มีอะไรอยู่ข้างใน” จึงควรถามให้ดังไม่แพ้กันว่า “สำนวนออกมาข้างนอกได้อย่างไร?” นี่ต่างหากคือคำถามที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรให้คำตอบแก่สังคม ไม่ว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง พันตำรวจตรียุทธนา แพรดำ อธิบดีดีเอสไอ พลตำรวจโทรุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม หรือแม้กระทั่ง พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ซึ่งเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2569 ได้กล่าวในเวทีฝ่ายค้านว่าพยานหลักฐานเกี่ยวกับโพยและเส้นเงินมีน้ำหนักเพียงพอที่ กกต. ควรส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณา พร้อมกล่าวถึงความเป็นไปได้ในการดำเนินการตามมาตรา 157 หาก กกต. ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ"





