ครม. เคาะแล้ว! ทรงผมเด็กไทยให้อิสระโรงเรียน แต่ต้องฟังเสียงนักเรียน รองโฆษกรัฐบาลเผย ศธ. วางกรอบชัด เน้นฟังเสียงนักเรียนและผู้ปกครอง ย้ำการลงโทษต้องไม่กระทบสิทธิเสรีภาพในร่างกายเด็ดขาด

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงผลการประชุมคณะรัฐมนตรีที่มีมติสำคัญเกี่ยวกับอนาคตของเยาวชนไทย โดยที่ประชุมได้รับทราบรายงานสรุปผลการพิจารณาต่อข้อเสนอแนะเรื่องการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิของเด็ก กรณีการไว้ทรงผมของนักเรียน ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ ซึ่งได้ข้อสรุปที่ชัดเจนว่ายังไม่มีความจำเป็นต้องแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 เพื่อกำหนดเรื่องทรงผมนักเรียนเป็นการเฉพาะตามข้อเสนอของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยรัฐบาลมองว่าตัวบทกฎหมายเดิมนั้นมีวัตถุประสงค์หลักที่ครอบคลุมในการสงเคราะห์และคุ้มครองสวัสดิภาพเด็กอยู่แล้ว ไม่ได้มีเจตนารมณ์ในการลงรายละเอียดถึงแบบทรงผมโดยตรง

การขยับเขยื้อนครั้งนี้ถือเป็นการตอกย้ำนโยบายกระจายอำนาจสู่สถานศึกษา เนื่องจากปัจจุบันกระทรวงศึกษาธิการได้ยกเลิกระเบียบการไว้ทรงผมแบบเดิมไปแล้ว และเปลี่ยนมาใช้แนวนโยบายที่ยืดหยุ่นมากขึ้น โดยเปิดโอกาสให้แต่ละโรงเรียนสามารถกำหนดแนวปฏิบัติได้ตามบริบทและความเหมาะสมของพื้นที่ แต่มีเงื่อนไขเหล็กที่ทุกสถานศึกษาต้องยึดถือคือ "ต้องไม่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์" ของตัวนักเรียนเด็ดขาด นอกจากนี้กระบวนการกำหนดกติกาภายในโรงเรียนจะต้องไม่เกิดจากคำสั่งฝ่ายเดียว แต่ต้องผ่านการรับฟังความคิดเห็นอย่างรอบด้าน ทั้งจากตัวนักเรียนเอง ผู้ปกครอง และผู้มีส่วนได้เสีย เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกันและสร้างความรู้สึกมีส่วนร่วมในกติกาของสังคมโรงเรียน

อย่างไรก็ตาม แม้จะไม่มีการแก้ไขกฎหมายใหญ่ แต่รัฐบาลยืนยันว่าเรื่องทรงผมจะไม่ใช่เรื่องที่จะทำตามอำเภอใจจนไร้ระเบียบ เพราะกระทรวงศึกษาธิการยังมีอำนาจในการวางกรอบนโยบายเพื่อนำทางสถานศึกษาอยู่เสมอ สำหรับประเด็นที่หลายฝ่ายกังวลเรื่องการลงโทษนักเรียนที่อาจทำเกินกว่าเหตุนั้น รัฐบาลย้ำชัดว่าหากนักเรียนไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบที่ตกลงกันไว้ สถานศึกษายังคงสามารถดำเนินการทางวินัยได้ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด แต่การลงโทษนั้นจะต้อง "ห้าม" กระทบต่อสิทธิและเสรีภาพในร่างกาย เช่น การกลั่นแกล้ง การตัดผมประจาน หรือการกระทำใดๆ ที่ลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ โดยครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกคนต้องปฏิบัติตามระเบียบว่าด้วยการลงโทษนักเรียนของกระทรวงศึกษาธิการอย่างเคร่งครัด เพื่อให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัยและเคารพสิทธิซึ่งกันและกันอย่างแท้จริง