สถานทูตไม่ทน! แจ้ง ตม.บุกค้น บริษัทรับยื่นวีซ่าปลอมเอกสาร พบพิรุธปลอม Bank Statement ยื่นวีซ่ายุโรป ยึดตราประทับ–เอกสารปลอมอื้อ ขยายผลพบลูกค้ากว่า 400 ราย มูลค่ากว่า 16 ล้านบาท

สืบเนื่องจากสถานเอกอัครราชทูตของประเทศแห่งหนึ่งในทวีปยุโรป ได้ประสานแจ้งข้อมูลมายังเจ้าหน้าที่ตำรวจหลังพบผู้มีสัญชาติไทยที่ยื่นคำร้องในการขอตรวจลงตราเพื่อเดินทางเข้าประเทศหลายราย ใช้เอกสารประกอบคำร้องโดยเฉพาะในส่วนของรายงานการเดินบัญชีธนาคาร (Bank Statement) มีข้อพิรุธและเข้าข่ายเป็นเอกสารปลอม

วันที่ 17 ส.ค.69 เวลา 10.30 น. ที่ บก.ตม.3 พล.ต.ต.ทรงโปรด สิริสุขะ ผบก.ตม.3 พร้อมด้วย พ.ต.อ.ปริญญา กลิ่นเกษร รอง ผบก.ตม.3 และ พ.ต.อ.สุริยะ พ่วงสมบัติ ผกก.สส.บก.ตม.3

ร่วมกันแถลงผลการจับกุม กรณีเมื่อวันที่ 12 ส.ค. ที่ผ่านมา กก.สส.บก.ตม.3 ได้นำหมายค้นของศาลอาญามีนบุรี เข้าตรวจค้นสำนักงานบริษัทให้คำปรึกษาด้านการยื่นขอวีซ่าแห่งหนึ่ง ในพื้นที่เขตสายไหม กรุงเทพ

ตรวจยึดตรายางปลอมของธนาคารและหน่วยงานต่างๆ พร้อมเอกสารทางการเงินปลอมรวมกว่า 20 ฉบับ และเครื่องคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะอีก  4 เครื่อง  เชื่อได้ว่าเป็นสถานที่ที่ใช้ในการจัดทำเอกสารปลอมเพื่อประกอบคำร้องขอตรวจลงตราสำหรับเดินทางไปต่างประเทศให้แก่ลูกค้าคนไทยจำนวนมาก

ภายหลังรายงานให้ พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม. พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม. ทราบจึงได้สั่งการชุดสืบสวนขยายผล  นำเอกสารจากสถานเอกอัครราชทูตไปตรวจสอบเปรียบเทียบกับข้อมูลจริงของธนาคารเจ้าของบัญชี พบความผิดปกติในลักษณะเดียวกันรวม 5 ราย คือชื่อผู้ยื่นเอกสาร ไม่ตรงกับชื่อเจ้าของบัญชีธนาคารตัวจริง และรายการเดินบัญชีในเอกสารที่ยื่นถูกแก้ไขดัดแปลง ไม่ตรงกับข้อมูลที่ธนาคารยืนยัน

อีกทั้งผู้สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ของผู้ยื่นคำร้องทั้ง 5 ราย ใช้หมายเลขบัตรเครดิตของธนาคารต่างประเทศ ใบเดียวกันในการชำระค่าใช้จ่าย ผลการตรวจค้น เจ้าหน้าที่ยังพบตรายางของธนาคารพาณิชย์ต่างๆ และเอกสารปลอมหลายสิบรายการ เช่น หนังสือรับรองเงินเดือน รายการเดินบัญชี

นอกจากนี้ยังพบเครื่องคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ (PC) อีก 4 เครื่อง  จึงตรวจยึดไว้เป็นของกลางทั้งหมด เพื่อตรวจพิสูจน์และขยายผลถึงผู้เกี่ยวข้องรายอื่นต่อไป

ผบก.ตม.3 กล่าวอีกว่า จากการสืบสวนในเบื้องต้นพบลูกค้าตกเป็นเหยื่อมากกว่า 400 ราย โดยบริษัทดังกล่าวจะคิดราคาค่าบริการรายละ 40,000 บาท รวมเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 16 ล้านบาท  

พฤติการณ์ดังกล่าวอาจเข้าข่ายความผิดฐาน “ร่วมกันปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265 และ 268 และความผิดฐาน “ปลอมดวงตรา” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 251 และ 252 ทั้งนี้ ข้อกล่าวหาและฐานความผิดที่แน่นอน จะพิจารณาจากผลการตรวจพิสูจน์ของกลาง พยานหลักฐาน และสำนวนการสอบสวนต่อไป 

Article ImageArticle Image