ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ลงนามในประกาศประธานาธิบดีสั่งบังคับใช้มาตรการภาษีศุลกากรต่อการนำเข้าอากาศยานไร้คนขับ หรือโดรน รวมถึงชิ้นส่วนประกอบจากต่างประเทศในอัตราตั้งแต่ 25% ถึง 100% โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ เพื่อลดการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานจากต่างประเทศ และเร่งเร่งยกระดับศักยภาพการผลิตภายในอุตสาหกรรมโดรนของสหรัฐฯ
คำสั่งดังกล่าวระบุรายละเอียดว่า โดรนขนาดใหญ่ที่มีน้ำหนักบรรทุกขณะขึ้นบินเกิน 25 กิโลกรัม โดรนที่ติดตั้งระบบถ่ายภาพความร้อน ตลอดจนสถานีจอดชาร์จ (Docking Station) และอุปกรณ์สำคัญที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง จะถูกจัดเก็บภาษีในอัตราสูงสุดที่ 100% ขณะที่โดรนขนาดเล็กสำหรับใช้งานทั่วไปหรือเพื่อการพาณิชย์ขนาดเล็ก รวมถึงชิ้นส่วนที่ไม่ซับซ้อน จะถูกเรียกเก็บภาษีในอัตรา 25% โดยมาตรการภาษีส่วนใหญ่จะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการภายใน 21 วันหลังการลงนาม
แม้ในแถลงการณ์อย่างเป็นทางการของทำเนียบขาวจะไม่ได้ระบุชื่อประเทศเป้าหมายโดยตรง แต่นักวิเคราะห์การค้าระหว่างประเทศต่างมองตรงกันว่า ความเคลื่อนไหวครั้งนี้พุ่งเป้าไปที่ผู้ผลิตจากประเทศจีนเป็นหลัก โดยเฉพาะยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีอย่าง ดีเจไอ (DJI) ซึ่งครองส่วนแบ่งในตลาดโดรนการพาณิชย์และการใช้งานทั่วไปในสหรัฐฯ มากกว่าสองในสามตลอดหลายปีที่ผ่านมา
ทำเนียบขาวเน้นย้ำว่า โดรนและอุปกรณ์ประกอบถือเป็นเทคโนโลยีสองทาง (Dual-use Technology) ที่ใช้ได้ทั้งในเชิงพาณิชย์และการทหาร การพึ่งพาการนำเข้าจากต่างชาติในปริมาณมากเกินไป เสี่ยงต่อการสอดแนม การรั่วไหลของข้อมูลความมั่นคงที่สำคัญ และกระทบต่อการเตรียมความพร้อมทางกองทัพในยุคที่เทคโนโลยีโดรนกลายมาเป็นปัจจัยชี้ขาดในสนามรบสมัยใหม่
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมเตือนว่า การตั้งกำแพงภาษีครั้งใหญ่นี้จะสร้างแรงกระเพื่อมมหาศาลต่อภาคธุรกิจในสหรัฐฯ ที่ต้องพึ่งพาโดรนในการดำเนินงาน ไม่ว่าจะเป็นภาคการเกษตร การสำรวจโครงสร้างพื้นฐาน การขนส่งสินค้า รวมถึงหน่วยงานบรรเทาสาธารณภัย เนื่องจากผู้ประกอบการจะต้องแบกรับต้นทุนการสั่งซื้อที่สูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขณะที่ฐานการผลิตโดรนภายในประเทศของสหรัฐฯ เองก็ยังไม่สามารถผลิตสินค้าได้เพียงพอต่อความต้องการของตลาดในระยะสั้น





