ศึกนอกสนามฟุตบอลโลกเดือดไม่แพ้ในสนาม เมื่อ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกโรงปกป้อง จานนี่ อินฟานติโน ประธานสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ ฟีฟ่า ท่ามกลางแรงกดดันจากหลายสมาพันธ์ฟุตบอลที่ไม่พอใจการบริหารงานของประธานฟีฟ่า โดยทรัมป์เตือนว่า หากมีความพยายามเปลี่ยนตัวอินฟานติโน จะถือเป็น “ความผิดพลาดอย่างร้ายแรง”

ชนวนความขัดแย้งสะสมมาตั้งแต่ฟุตบอลโลก 2026 หลังเกิดกรณี ฟอลาริน บาโลกัน กองหน้าทีมชาติสหรัฐฯ ได้รับใบแดง ซึ่งตามปกติจะต้องถูกแบนอัตโนมัติในเกมถัดไป แต่ฟีฟ่ามีคำตัดสินให้การบังคับโทษแบนดังกล่าวถูกพักไว้ภายใต้ระยะทดลอง 1 ปี ทำให้บาโลกันสามารถลงเล่นเกมรอบ 16 ทีมกับเบลเยียมได้

ประเด็นยิ่งร้อนแรงขึ้นเมื่อทรัมป์ยอมรับว่าได้โทรศัพท์พูดคุยกับอินฟานติโนเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว ขณะที่อินฟานติโนยืนยันว่า กระบวนการพิจารณาโทษเป็นอำนาจขององค์กรตุลาการอิสระของฟีฟ่า ไม่ใช่การตัดสินใจของประธานฟีฟ่าโดยตรง

อย่างไรก็ตาม UEFA ออกมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง โดยมองว่าการพักโทษแบนจากใบแดงสร้างปัญหาต่อหลักความแน่นอนของกติกาและความน่าเชื่อถือของการแข่งขัน

ความขัดแย้งยังลุกลามไปถึงแผนจัดตั้ง FIFA Forward Enterprise (FFE) บริษัทที่จะเข้ามาบริหารกิจกรรมเชิงพาณิชย์และการแข่งขันสำคัญของฟีฟ่า โดยโครงสร้างที่เสนอให้ฟีฟ่าถือหุ้นประมาณ 80% และเปิดทางให้นักลงทุนเอกชนถือหุ้นส่วนน้อยสูงสุดประมาณ 20%

หนึ่งในกลุ่มทุนที่เกี่ยวข้องกับข้อเสนอคือ Thrive Capital ซึ่งก่อตั้งโดย โจชัว คุชเนอร์ น้องชายของจาเร็ด คุชเนอร์ ลูกเขยของทรัมป์ ยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างฟีฟ่า อินฟานติโน และบุคคลใกล้ชิดครอบครัวทรัมป์ถูกจับตามองมากขึ้น

ล่าสุด UEFA, AFC และ CONCACAF ออกมาโจมตีแนวทางดังกล่าว โดยกล่าวหาอินฟานติโนว่าดำเนินการโดยขาดการปรึกษาหารืออย่างเพียงพอ พร้อมเรียกร้องให้มีการตรวจสอบแผนดังกล่าวอย่างเป็นอิสระ ขณะที่แรงกดดันต่ออนาคตของอินฟานติโนเพิ่มสูงขึ้น

ท่ามกลางกระแสต่อต้าน ทรัมป์กลับออกมาหนุนหลังประธานฟีฟ่าอย่างเต็มตัว โดยโพสต์ผ่าน Truth Social ระบุว่า ฟีฟ่าจะทำ “ความผิดพลาดอย่างร้ายแรง” หากคิดเปลี่ยนตัวอินฟานติโน พร้อมยกความสำเร็จของฟุตบอลโลกที่ผ่านมาเป็นผลงานสำคัญของประธานฟีฟ่า

ทำให้เวลานี้ศึกชิงอำนาจในฟีฟ่าไม่ได้มีเพียงเรื่อง “ฟุตบอล” แต่กำลังถูกจับตาถึงความสัมพันธ์ระหว่าง กีฬา การเมือง และผลประโยชน์ทางธุรกิจระดับหลายพันล้านดอลลาร์ รวมถึงคำถามสำคัญว่า อินฟานติโนจะยังได้รับแรงสนับสนุนเพียงพอสำหรับการเลือกตั้งประธานฟีฟ่าวาระต่อไปหรือไม่

ภาพ AP