รวบแม่บ้านทำความสะอาด สวมรอยเป็นกรรมการบริษัทออกใบกำกับภาษีปลอมจำนวน 535 ฉบับ รัฐเสียหายกว่า 129 ล้านบาท”

พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผบก.ปอศ.พ.ต.อ.เอกนิรุจฒิ์ วันสิริภักดิ์ รอง ผบก.ปอศ พ.ต.อ.วิวัฒน์ จิตโสภากุล รอง ผบก.ปอศ.พ.ต.อ.ภัทราวุธ อ่อนช่วย รอง ผบก.ปอศ.พ.ต.อ.นฤพนธ์ กรุณา ผกก.2 บก.ปอศ.พ.ต.ท.สถาพร ภู่ระหงษ์ รอง ผกก.2 บก.ปอศ. และ พ.ต.ท.ชวพล เชื้อเพ็ชร์ รอง ผกก.2 บก.ปอศ.สั่งการ

เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม นำโดย พ.ต.ท.นพคุณ ทัศนมาลัย สว.กก.2 บก.ปอศ. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการที่ 4 กก.2 บก.ปอศ.

ร่วมกันจับกุม นางบวรลักษณ์ฯ อายุ 57 ปี เป็นผู้ต้องหาตามหมายจับศาลภาษีอากรกลาง
ที่ 136/2569 ลงวันที่ 10 กรกฎาคม 2569 ในฐานะนิติบุคคลและฐานะส่วนตัว ความผิดฐาน “ร่วมกันออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิที่จะออกตามกฎหมาย”

สถานที่จับกุม บริเวณป้ายรถเมล์หน้าโรงเรียนแห่งหนึ่ง ในพื้นที่ หมู่ 6 ถนนพหลโยธิน ตำบลเชียงรากน้อย อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

สืบเนื่องด้วยกรมสรรพากรได้มาร้องทุกข์ที่ กก.2 บก.ปอศ. ให้พิจารณาดำเนินคดีอาญากับ บริษัท แห่งหนึ่งในฐานะนิติบุคคล และ นางบวรลักษณ์ฯ ผู้ต้องหา ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อผูกพันบริษัทฯ ในฐานะนิติบุคคลและในฐานะส่วนตัว ข้อหา “ร่วมกันออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิที่จะออกตามกฎหมาย” กล่าวคือ บริษัท แห่งนี้ประกอบกิจการเป็นตัวแทนจำหน่ายเครื่องมือ เครื่องใช้เครื่องไฟฟ้า วัสดุอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ทุกชนิด ขายปลีกและขายส่งวัสดุก่อสร้างอื่น ๆ โดยเจ้าพนักงานสรรพากรได้รับข้อมูลร้องเรียนว่ามีการนำบัตรประจำตัวประชาชนของบุคคลอื่นไปจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลอื่นหลาย ๆ ราย และนำไปจดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม เพื่อออกใบกำกับภาษีให้กับผู้ประกอบการรายอื่น ๆ เพื่อนำไปใช้เครดิตภาษีโดยไม่ได้มีการซื้อขายสินค้าหรือให้บริการกันจริง ส่งผลให้ระบบการจัดเก็บภาษีของประเทศได้รับความเสียหาย 

จึงได้ดำเนินการสืบสวนและติดตามกลุ่มเป้าหมายและนำไปสู่การเข้าตรวจค้น ณ กลุ่มกิจการซึ่งต้องสงสัยว่ากระทำความผิดดังกล่าว จากการตรวจค้นพบพนักงานบริษัทและเอกสารต่าง ๆ ซึ่งสามารถเชื่อมโยงได้ว่าบริษัท ที่อยู่ในกลุ่มกิจการเครือข่ายความผิดดังกล่าว เจ้าพนักงานสรรพากร

จึงทำการตรวจสอบข้อมูลต้นฉบับใบกำกับภาษีของบริษัท ตามหลักฐานต้นฉบับใบกำกับภาษีขายของบริษัทฯ จำนวน 535 ฉบับ เป็นการตรวจปฏิบัติการเฉพาะประเด็นภาษีมูลค่าเพิ่ม 

โดยได้ทำหนังสือเชิญนางบวรลักษณ์ฯ ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการของบริษัท มาชี้แจงข้อเท็จจริงพร้อมให้นำส่งเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง

 แต่ปรากฏว่าไม่มีผู้ใดมาพบและไม่นำส่งเอกสารหลักฐาน รวมทั้งไม่แจ้งเหตุขัดข้องให้เจ้าพนักงานฯ ทราบแต่อย่างใด และจากการไปตรวจสอบบริษัทฯ ดังกล่าวแล้วปรากฏว่าไม่มีการประกอบกิจการอยู่จริง

จากการที่ บริษัท ได้ออกใบกำกับภาษีให้แก่นิติบุคคลหลายราย จำนวน 535 ฉบับ 

โดยไม่มีการซื้อขายสินค้าระหว่างกันจริงดังกล่าว เจ้าพนักงานสรรพากร จึงอาศัยอำนาจตามประมวลรัษฎากร ทำการประเมินอากร เบี้ยปรับและเงินเพิ่ม รวมเป็นเงินจำนวนทั้งสิ้น 129,991,984.95 บาท และร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน กก.2 บก.ปอศ. เพื่อดำเนินคดีกับบริษัทฯและกรรมการของบริษัทฯ

ต่อมา พนักงานสอบสวน กก.2 บก.ปอศ. ได้อออกหมายเรียกเพื่อติดต่อตัวกรรมการมาทราบข้อกล่าวหา แต่ก็ไม่มีผู้ใดมาพบพนักงานสอบสวนตามที่ออกหมายเรียกไป จึงเชื่อได้ว่ามีพฤติการณ์หลบหนี พนักงานสอบสวนจึงได้ขออนุญาตศาลเพื่อออกหมายจับ นำตัวกรรมการเป็นผู้รับผิดชอบมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป 

หลังจากที่ศาลได้อนุมัติหมายจับแล้วนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.2 บก.ปอศ. ชุดจับกุมได้ทำการสืบสวนติดตามตัวผู้ต้องหาจนสืบทราบว่า นางบวรลักษณ์ฯ ผู้ต้องหา ได้หลบหนีมาอยู่ที่บริเวณป้ายรถเมล์ หน้าโรงเรียนแห่งหนึ่ง ในพื้นที่ หมู่ 6 ถนนพหลโยธิน ตำบลเชียงรากน้อย อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้เดินทางไปเฝ้าสังเกตการณ์บริเวณดังกล่าว และในวันเวลาที่จับกุม

ขณะที่ผู้ต้องหากำลังนั่งอยู่บริเวณป้ายรถเมล์ จึงได้เข้าแสดงตัวขอตรวจสอบดูและพบว่าเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับจริง จึงดำเนินการจับกุมบริเวณดังกล่าว และนำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน กก.2 บก.ปอศ.เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

สอบถามคำให้การผู้ต้องหาเบื้องต้น ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา และให้การว่าตนไม่รู้จักบริษัท แห่งนี้และไม่เคยเป็นกรรมการบริษัทใด ๆ มาก่อน 

โดยให้การเพียงว่าเมื่อประมาณปี 2558 ตนเองได้รู้จักกับหญิงจำชื่อสกุลจริงไม่ได้ ได้ว่าจ้างให้ผู้ต้องหามาเป็นแม่บ้านทำความสะอาดอยู่แถวมีนบุรี โดยได้แจ้งว่าจะทำการโอนเงินเดือนให้เดือนละ 5,000 บาท แต่ต้องเซ็นเอกสารให้กับเขาเพื่อที่จะดำเนินการเอาเงินเข้าบัญชีให้ได้ พร้อมทั้งขอบัตรประจำตัวประชาชนไปเก็บไว้ในครอบครอง ซึ่งผู้ต้องหาได้เซ็นเอกสารโดยไม่ได้ดูรายละเอียด พร้อมทั้งมอบบัตรประชาชนไว้ให้ 

หลังจากนั้นไม่นานก็ได้ลาออกแล้วแยกย้ายกันไปโดยละเลยไม่ใส่ใจว่าจะมีการนำมาใช้ในการกระทำความผิดดังกล่าว

เตือนภัย กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ ได้ดำเนินการตามมาตรการเชิงรุก ป้องกันปราบปรามและจับกุมผู้กระทำความผิด รวมถึงผู้ประกอบการธุรกิจที่ได้ดำเนินการหลีกเลี่ยงภาษีอากร โดยฉ้อโกง หรือใช้กลอุบาย ทำให้รัฐเกิดความเสียหาย ซึ่งถือว่าเป็นผู้กระทำผิดตามประมวลกฎหมายรัษฎากร

และฝากเตือนถึงประชาชน ห้ามขาย หรือ ให้บัตรประชาชน หรือให้ข้อมูลส่วนบุคคลใด ๆ แก่ผู้อื่น โดยไม่ทราบวัตถุประสงค์เด็ดขาด มิเช่นนั้นจะตกเป็นผู้ต้องหาโดยไม่รู้ตัวและอาจถูกนำข้อมูลในบัตรประชาชนไปสวมรอยจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลได้โดยไม่รู้ตัว เพราะในการเริ่มต้นของการประกอบธุรกิจ หากไม่ได้เกิดขึ้นมาจากความโปร่งใส ก็ย่อมมีแนวโน้มที่นิติบุคคลรายนั้นจะประกอบธุรกิจที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายประกอบกับมีเจตนาที่จะจัดตั้งธุรกิจขึ้นมาเพื่อหลอกลวงผู้อื่น ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อประชาชนและ เศรษฐกิจของประเทศ