วันที่ 4 ส.ค.69 - กระทรวงสาธารณสุขยืนยันไม่มีแนวคิดยกเลิกระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ “บัตรทอง 30 บาท” แต่เห็นว่าถึงเวลาต้องปฏิรูปโครงสร้างการเงินและการบริหารครั้งใหญ่ เพื่อให้ประชาชนยังเข้าถึงบริการรักษาพยาบาลได้อย่างทั่วถึง และป้องกันไม่ให้โรงพยาบาลรัฐเผชิญวิกฤตจนกระทบผู้ป่วย

วันที่ 4 สิงหาคม 2569 นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า ระบบบัตรทองยังเป็นหลักประกันสำคัญของประชาชน แต่จำเป็นต้องอุดช่องโหว่ด้านงบประมาณ ประสิทธิภาพการจัดสรรเงิน และธรรมาภิบาล เพื่อให้ระบบเดินหน้าต่อได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

ปลัดกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า โรงพยาบาลรัฐหลายแห่งกำลังประสบปัญหาขาดสภาพคล่อง โดยภาพรวมเงินบำรุงโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงลดลงจากประมาณ 60,000 ล้านบาท เหลือราว 15,000 ล้านบาท หรือลดลงประมาณ 45,000 ล้านบาท

รูปภาพบทความ

สถานการณ์ดังกล่าวเริ่มส่งผลต่อการให้บริการ บางแห่งต้องลดจำนวนยาที่จ่ายให้ผู้ป่วยจากเดิมคราวละ 2–3 เดือน เหลือเพียงประมาณ 2 สัปดาห์ หรือเปลี่ยนยี่ห้อยาเพื่อควบคุมต้นทุน หากไม่เร่งแก้ปัญหา อาจทำให้โรงพยาบาลบางแห่งมีความเสี่ยงด้านการเงินเพิ่มขึ้นในอนาคต

กระทรวงสาธารณสุขเสนอแนวทางปฏิรูประบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ 6 ข้อ ได้แก่ 
1. ปรับอัตราการจ่ายให้โรงพยาบาลสอดคล้องกับต้นทุนการให้บริการจริง
2. จัดลำดับความสำคัญของปัญหาสาธารณสุข ใช้งบประมาณกับบริการที่จำเป็นและเกิดประโยชน์ต่อประชาชนสูงสุด
3. ตั้งกองทุนบริหารระบบสุขภาพปฐมภูมิ ดำเนินการตาม พ.ร.บ.ระบบสุขภาพปฐมภูมิ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค และบริการใกล้บ้าน
4. ยกระดับธรรมาภิบาลและการตรวจสอบ ปรับกระบวนการสรรหาคณะกรรมการและอนุกรรมการให้โปร่งใส เปิดกว้าง และตรวจสอบได้
5. หยุดเพิ่มสิทธิประโยชน์หรือกองทุนย่อยที่ไม่มีงบรองรับ ก่อนประกาศสิทธิใหม่ต้องมีแหล่งงบประมาณและประเมินผลกระทบต่อกองทุนเดิมอย่างชัดเจน
6. แยกงบเงินเดือนออกจากงบเหมาจ่ายรายหัว เพื่อให้เห็นงบประมาณที่ใช้รักษาผู้ป่วยอย่างแท้จริง และลดความคลาดเคลื่อนในการคำนวณต้นทุนบริการ

อีกด้านหนึ่ง นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการ สปสช. ชี้แจงกรณีงบประมาณประมาณ 60,000 ล้านบาทว่า เงินจำนวนดังกล่าวไม่ได้สูญหาย แต่เป็นงบที่จัดสรรให้หน่วยบริการนอกสังกัดกระทรวงสาธารณสุข รวมถึงโรงเรียนแพทย์ กรุงเทพมหานคร กระทรวงกลาโหม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โรงพยาบาลเอกชน คลินิก และกองทุนสุขภาพระดับพื้นที่

ข้อมูลของ สปสช. ระบุว่า งบบัตรทองปี 2568 มีประมาณ 179,000 ล้านบาท จัดสรรให้หน่วยบริการในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขประมาณ 100,000 ล้านบาท ส่วนที่เหลือกระจายไปยังหน่วยบริการและภารกิจอื่น โดย สปสช. ยืนยันว่ามีระบบตรวจสอบและเปิดเผยข้อมูลการจัดสรรงบประมาณต่อสาธารณะ พร้อมทบทวนประสิทธิภาพการใช้จ่ายร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข

ขณะเดียวกัน ชมรมแพทย์ชนบทและเครือข่ายภาคประชาชนบางส่วนได้แสดงความกังวลว่า การแก้ไขกฎหมายหรือปรับโครงสร้างระบบต้องไม่ลดทอนสิทธิประชาชน พร้อมเสนอให้รัฐบาลเพิ่มงบประมาณตามต้นทุนจริง ปรับปรุงประสิทธิภาพโรงพยาบาล และเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายอย่างรอบด้าน

ประเด็นปฏิรูประบบบัตรทองจึงยังอยู่ในขั้นข้อเสนอและการถกเถียงเชิงนโยบาย ยังไม่มีการประกาศยกเลิกสิทธิ เพิ่มการร่วมจ่าย หรือเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการรักษาของประชาชนในขณะนี้