ในวันที่งานล้น ข้อความแจ้งเตือนไม่หยุด และความกังวลสะสมจนรู้สึกตึงเครียด การดูคลิปตลก พูดคุยกับเพื่อน หรือหัวเราะออกมาสักพัก อาจช่วยให้ร่างกายผ่อนคลายมากกว่าที่หลายคนคิด

งานทบทวนอย่างเป็นระบบและการวิเคราะห์อภิมาน ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร PLOS ONE เมื่อปี 2023 ศึกษาผลของเสียงหัวเราะต่อระดับ “คอร์ติซอล” ฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับระบบตอบสนองต่อความเครียดของร่างกาย พบว่า การหัวเราะมีความสัมพันธ์กับระดับคอร์ติซอลที่ลดลงมากกว่าการทำกิจกรรมตามปกติในกลุ่มควบคุม

งานวิเคราะห์ดังกล่าวรวบรวมการศึกษา 8 ชิ้น มีผู้เข้าร่วมรวม 315 คน อายุเฉลี่ยประมาณ 38.6 ปี โดย 4 ชิ้นเป็นการทดลองแบบสุ่มมีกลุ่มควบคุม และอีก 4 ชิ้นเป็นการทดลองกึ่งทดลอง กิจกรรมที่ใช้ประกอบด้วยการชมวิดีโอตลก การเข้าร่วมกิจกรรมกับผู้นำการหัวเราะ และโปรแกรมฝึกหัวเราะด้วยตนเอง

เมื่อรวมผลการศึกษาทั้งหมด นักวิจัยพบว่า กิจกรรมที่กระตุ้นให้เกิดเสียงหัวเราะสัมพันธ์กับการลดระดับคอร์ติซอลมากกว่ากลุ่มควบคุมเฉลี่ยประมาณ 31.9% ส่วนการวิเคราะห์เฉพาะการทดลองแบบสุ่มมีกลุ่มควบคุมพบความแตกต่างประมาณ 37.2% อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้เป็นผลรวมทางสถิติจากการศึกษาที่ใช้กิจกรรม ระยะเวลา และวิธีตรวจวัดแตกต่างกัน ไม่ได้หมายความว่าการหัวเราะทุกครั้งจะลดคอร์ติซอลได้ตามสัดส่วนดังกล่าวในทุกคน

คอร์ติซอลคืออะไร?

คอร์ติซอลเป็นฮอร์โมนที่ร่างกายหลั่งออกมาเป็นส่วนหนึ่งของระบบตอบสนองต่อความเครียด มีบทบาทต่อการควบคุมพลังงาน ระดับน้ำตาลในเลือด ความดันโลหิต และการปรับตัวต่อสถานการณ์ที่ร่างกายมองว่าเป็นภัย

ระดับคอร์ติซอลสามารถเปลี่ยนแปลงตามช่วงเวลาของวัน การนอน การออกกำลังกาย อาหาร อาการเจ็บป่วย และความเครียด จึงไม่ควรตีความว่าคอร์ติซอลสูงหรือต่ำจากการตรวจเพียงครั้งเดียวจะบอกสุขภาพทั้งหมดของบุคคลได้

การที่งานวิจัยพบคอร์ติซอลลดลงหลังหัวเราะ จึงสะท้อนว่าร่างกายอาจมีการตอบสนองต่อความเครียดลดลงในช่วงเวลานั้น แต่ยังไม่ยืนยันว่าการหัวเราะสามารถป้องกันโรคที่เกี่ยวข้องกับความเครียดในระยะยาวได้

ทำไมหัวเราะแล้วจึงรู้สึกผ่อนคลาย?

เสียงหัวเราะเป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องทั้งระบบหายใจ กล้ามเนื้อ อารมณ์ และปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ระหว่างหัวเราะ ร่างกายมีการหายใจออกเป็นจังหวะ กล้ามเนื้อบางส่วนคลายตัว และความสนใจถูกดึงออกจากเรื่องที่สร้างความกังวลชั่วคราว

การหัวเราะร่วมกับผู้อื่นยังช่วยสร้างความรู้สึกเชื่อมโยงและบรรยากาศเชิงบวก ซึ่งอาจเป็นอีกเหตุผลที่ทำให้หลายคนรู้สึกเบาสบายหลังพูดคุยหรือดูเรื่องตลกร่วมกับเพื่อนและครอบครัว

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยยังไม่สามารถระบุกลไกเพียงหนึ่งเดียวที่อธิบายผลทั้งหมดได้ เพราะกิจกรรมในการทดลองบางชิ้นมีทั้งเสียงหัวเราะ การหายใจ การเคลื่อนไหวร่างกาย และการทำกิจกรรมกลุ่มรวมอยู่ด้วย

ต้องหัวเราะนานแค่ไหน?

ปัจจุบันยังไม่มีคำแนะนำมาตรฐานว่าต้องหัวเราะวันละกี่นาทีจึงจะส่งผลต่อสุขภาพ งานวิจัยแต่ละชิ้นใช้รูปแบบและระยะเวลาต่างกัน จึงไม่ควรตั้งเป้าบังคับตัวเองให้หัวเราะตามจำนวนเวลาที่ตายตัว

วิธีที่นำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ง่าย ได้แก่ ดูรายการหรือคลิปที่รู้สึกสนุก พูดคุยกับคนที่ทำให้สบายใจ อ่านหนังสืออารมณ์ขัน หรือเข้าร่วมกิจกรรมกลุ่มที่สร้างบรรยากาศผ่อนคลาย

บางคนอาจเลือก “โยคะหัวเราะ” ซึ่งใช้การจำลองเสียงหัวเราะร่วมกับการหายใจและการเคลื่อนไหว แต่หลักฐานเกี่ยวกับกิจกรรมนี้ยังมีความแตกต่างกัน งานทบทวนบางฉบับพบแนวโน้มด้านอารมณ์ที่ดีขึ้น ขณะที่บางฉบับระบุว่าคุณภาพของหลักฐานยังต่ำและมีความเสี่ยงต่ออคติ จึงต้องมีการศึกษาที่มีคุณภาพมากขึ้น

อาจช่วยได้มากกว่าแค่คอร์ติซอล

การวิเคราะห์การทดลองแบบสุ่ม 10 การศึกษา มีผู้เข้าร่วมรวม 814 คน พบว่า กิจกรรมเกี่ยวกับเสียงหัวเราะและอารมณ์ขันสัมพันธ์กับอาการวิตกกังวลและซึมเศร้าที่ลดลง รวมถึงคุณภาพการนอนที่ดีขึ้นในผู้ใหญ่ แต่ผู้วิจัยย้ำว่ายังต้องมีการศึกษาที่มีคุณภาพสูงและติดตามผลระยะยาวเพิ่มเติม

หลักฐานเหล่านี้จึงสนับสนุนให้มองเสียงหัวเราะเป็นกิจกรรมเสริมด้านสุขภาวะ มากกว่าจะเรียกว่าเป็น “ยา” หรือวิธีรักษาโรค

หัวเราะไม่ใช่คำตอบของทุกความเครียด

การชวนคนที่กำลังเศร้าหรือเผชิญปัญหารุนแรงให้ “หัวเราะเข้าไว้” อาจทำให้เจ้าตัวรู้สึกว่าความทุกข์ของตนไม่ได้รับการรับฟัง ไม่ควรใช้เสียงหัวเราะเพื่อหลีกเลี่ยงการแก้ไขต้นเหตุ หรือบังคับให้ทุกคนต้องแสดงอารมณ์เชิงบวกตลอดเวลา

ผู้ที่มีความเครียดต่อเนื่องหลายสัปดาห์ นอนไม่หลับ ไม่มีสมาธิ อารมณ์แปรปรวน หรือความเครียดเริ่มกระทบการทำงานและความสัมพันธ์ ควรปรึกษาแพทย์ นักจิตวิทยา หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต

สรุป

หลักฐานปัจจุบันพบว่า การหัวเราะมีความสัมพันธ์กับระดับคอร์ติซอลที่ลดลง และอาจช่วยให้ร่างกายผ่อนคลายจากความเครียดในระยะสั้น แต่ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะสรุปว่าการหัวเราะสามารถรักษาความเครียดเรื้อรัง โรควิตกกังวล หรือภาวะซึมเศร้าได้

เสียงหัวเราะจึงไม่ใช่ยาวิเศษ แต่เป็นกิจกรรมเล็ก ๆ ที่อาจช่วยสร้างช่วงพักให้สมองและร่างกาย เมื่อใช้ร่วมกับการพักผ่อนที่เพียงพอ การออกกำลังกาย ความสัมพันธ์ที่ดี และการจัดการต้นเหตุของความเครียดอย่างเหมาะสม