พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยความคืบหน้าโครงการจัดหาเรือฟริเกตสมรรถนะสูงว่า ขณะนี้คณะกรรมการได้ดำเนินการสรุปผลการพิจารณาคัดเลือกผู้ยื่นข้อเสนอเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และอยู่ระหว่างเสนอผลตามลำดับชั้นเพื่อให้ผู้มีอำนาจอนุมัติตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ทันทีที่กระบวนการอนุมัติเสร็จสิ้น กองทัพเรือพร้อมเปิดเผยรายละเอียดและชี้แจงข้อเท็จจริงทั้งหมดต่อสาธารณชนเพื่อความโปร่งใสและตรวจสอบได้
การพิจารณาข้อเสนอครั้งนี้ กองทัพเรือยึดหลักเกณฑ์การประเมินจากข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์ (Evidence-Based Evaluation) ตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในเอกสารประกวดราคา (TOR) อย่างเคร่งครัดและเท่าเทียมกันทุกราย โดยคำนึงถึงความน่าเชื่อถือ ความเป็นไปได้ และความคุ้มค่า ซึ่งนอกจากจะตอบสนองต่อความต้องการทางยุทธการ (Staff Requirements) ในการปกป้องอธิปไตย คุ้มครองเส้นทางคมนาคม และดูแลผลประโยชน์ทางทะเลของประเทศแล้ว ยังมุ่งเน้นนโยบายการตอบแทนผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการพัฒนาอุตสาหกรรมภายในประเทศ (Offset Policy)
สำหรับข้อเสนอด้านผลประโยชน์ตอบแทนทางเศรษฐกิจ (Offset) ที่ผ่านการพิจารณา จะเกิดมูลค่าการลงทุนและกิจกรรมทางเศรษฐกิจจริงในประเทศไทย (Actual Value) ตลอดโครงการกว่า 7,000 ล้านบาท หรือประมาณร้อยละ 42 ของมูลค่าโครงการ ผ่านการจ้างงาน การจัดซื้อวัตถุดิบและอุปกรณ์จากผู้ประกอบการไทย การพัฒนาอุตสาหกรรมต่อเรือ การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการยกระดับบุคลากรไทย ซึ่งคิดเป็นมูลค่าผลประโยชน์ตอบแทนทางเศรษฐกิจ (Offset Credit Value) รวมมากกว่าร้อยละ 150 ของมูลค่าโครงการ
นอกจากนี้ ผลการประเมินจากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ระบุว่า เมื่อเม็ดเงินลงทุนดังกล่าวหมุนเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจผ่านห่วงโซ่อุปทาน ทั้งผู้ผลิต แรงงาน การขนส่ง และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง จะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 50,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 300 ของมูลค่าโครงการ ขณะเดียวกัน กระบวนการพิจารณาทั้งหมดยังอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของตัวแทนผู้สังเกตการณ์ตามข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact) จากองค์การต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) เพื่อตอกย้ำธรรมาภิบาลภายใต้แนวคิด "กองทัพเรือได้เรือ ประเทศก็ได้ด้วย"






