‘อังคณา’ แจ้งความถูกข่มขู่คุกคามและถูกตัดต่อข่าวปลอม ปลุกกระแส ‘อุ้มหาย-วิสามัญ’ จากเหตุรุนแรงชายแดนใต้

วันนี้ (31 กรกฎาคม 2569) ที่สถานีตำรวจนครบาลบางยี่เรือ อังคณา นีละไพจิตร ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนและสมาชิกวุฒิสภา (สว.)  พร้อมด้วย ตัวแทนจากองค์กร Protection International (PI) เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน สน.บางยี่เรือ เพื่อแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคล เพจออนไลน์ และผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์หลายแห่ง ในความผิดฐานนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์, หมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา การหมิ่นประมาทใส่ร้ายป้ายสี และการคุกคามปลุกระดมสร้างความเกลียดชัง (Hate Speech) ที่เรียกร้องให้มีการทำร้ายและขู่อุ้มหายและหมายเอาชีวิตตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 309 ,326,329  ,392,

ยันไม่เคยโพสต์-ไม่เคยพูด โดนก๊อปปี้ข้อความปลอมใส่ร้ายป้ายสี ประจาน

อังคณา เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ล่าสุดกรณีเหตุซุ่มยิงเจ้าหน้าที่ทหารเสียชีวิต 5 นาย รวมถึงมีประชาชนและเด็กได้รับบาดเจ็บ ตนขอยืนยันอย่างบริสุทธิ์ใจว่า “ตนไม่ได้มีการแสดงความคิดเห็น ให้สัมภาษณ์ หรือโพสต์ข้อความใดๆ ลงในสื่อมวลชนหรือเฟซบุ๊กส่วนตัวเลยแม้แต่น้อย”

อย่างไรก็ตาม กลับมีกลุ่มเพจออนไลน์และผู้ใช้โซเชียลมีเดียจำนวนหนึ่ง นำข้อความเท็จที่ตนไม่ได้พูดไม่ได้เขียน ไปปลอมข้อความ ตัดต่อและแชร์ซ้ำๆ ในลักษณะคัดลอกถ้อยคำ (Copy-Paste) เพื่อข่มขู่ คุกคาม ทำให้หวาดกลัว ด่าประจาน ใส่ร้ายป้ายสี และดิสเครดิต  
 
"ผู้ถูกกล่าวหาเอาข้อความที่เราไม่ได้เขียน ไม่ได้พูดไปแชร์ แล้วมีการคุกคาม เช่น เรียกร้องให้มีการวิสามัญฆาตกรรม หรืออุ้มหาย บางโพสต์แม้เจ้าของโพสต์จะไม่เขียนคุกคามตรงๆ แต่คนที่เข้ามาคอมเมนต์ก็พูดไปในทางเรียกร้องให้ทำร้าย เกิดความเกลียดชังขึ้น ทั้งที่เรายังไม่ได้แสดงความเห็นอะไรเลย และไม่รู้ว่าข้อความที่เอามาด่าประจานกันนั้นเอามาจากไหน" อังคณาระบุ
 
ผวา Hate Speech นำสู่อาชญากรรม จี้สอบข้าราชการระดับสูงร่วมผสมโรง

อังคณา กล่าวต่อว่า สิ่งที่ตนกังวลอย่างยิ่งคือ พฤติกรรมการสร้างความเกลียดชังเหล่านี้ อาจถูกพัฒนาจนนำไปสู่อาชญากรรมจากความเกลียดชัง ในชีวิตจริง ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความปลอดภัยในชีวิตของตนเองและครอบครัว ทั้งยังเป็นการบั่นทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างร้ายแรง

นอกจากนี้ ตนรู้สึกประหลาดใจอย่างมากที่พบว่ามี “เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐ และอดีตข้าราชการ” ร่วมวิพากษ์วิจารณ์ ตำหนิติติง และนำข้อความเท็จดังกล่าวไปโพสต์ต่อในสื่อสังคมออนไลน์โดยไม่มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน ซึ่งในฐานะเจ้าหน้าที่ระดับสูงควรมีความรับผิดชอบในการตรวจสอบข้อมูลก่อนการแสดงความคิดเห็น

อังคณา ยังระบุถึงบทเรียนในอดีตว่า ที่ผ่านมาตนเคยยื่นฟ้องศาลแพ่งในคดีปฏิบัติการข่าวสาร (IO) ของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอรมน.) ซึ่งศาลอุทธรณ์มีคำตัดสินให้ กอรมน. ชดใช้ค่าเสียหาย เนื่องจากพิสูจน์ได้ว่ามีการกระทำไอโอจริง แต่ปรากฏว่าหลังจากนั้น ไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงใดๆ ในพื้นที่ชายแดนใต้ ตนก็ยังตกเป็นเป้าหมายการโจมตีซ้ำๆ อยู่เสมอ
 
“จริงๆ ตนไม่ใช่คนที่อะไรนิดอะไรหน่อยก็จะไปฟ้องร้อง แต่คราวนี้ค่อนข้างกังวล เพราะมีการเรียกร้องให้วิสามัญฆาตกรรม หรืออุ้มหาย” อังคณากล่าว

สำหรับการดำเนินคดี ตนเลือกเข้าแจ้งความที่ สน.บางยี่เรือ เพื่อขอให้ตำรวจสืบสวนหาต้นตอ ผู้ส่งต่อ และวัตถุประสงค์ของการเผยแพร่ข้อมูลเท็จ หลังจากนี้จะเดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) เพื่อติดตามขยายผล พร้อมฝากคำถามถึงกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) ว่าได้มีมาตรการที่เป็นรูปธรรมในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพและสวัสดิภาพของประชาชนจากการถูกคุกคามออนไลน์บ้างหรือไม่

“PI” ระบุ กว่า20 ปีคดีอุ้มหายทนายสมชายยังไร้ความยุติธรรม หวั่นความเกลียดชังออนไลน์พัฒนาเป็นความรุนแรงจริง จี้ตำรวจเร่งลากผู้กระทำผิดมารับโทษและให้ความยุติธรรมแก่ผู้เสียหาย

ด้านปรานม สมวงศ์ ตัวแทนจาก Protection International (PI) เปิดเผยว่า คุณอังคณาเป็นผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่ถูกคุกคามทางออนไลน์อย่างต่อเนื่อง แม้เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ศาลอุทธรณ์จะมีคำพิพากษาว่าการคุกคามเกิดขึ้นจริงและสั่งให้ กอรมน. ชดใช้ค่าเสียหาย แต่ในสภาวะที่เกิดเหตุความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ขณะที่ทุกฝ่ายกำลังพยายามพูดคุยสันติภาพ คุณอังคณาไม่ได้พูดหรือให้ข่าวใดๆ แต่กลับถูกสร้างข่าวปลอมโจมตีอย่างหนัก ทั้งทางเฟซบุ๊กและยูทูบ

ปรานม ชี้ว่า ข้อความข่มขู่ที่ปรากฏ มีลักษณะข่มขู่ให้เกิดความกลัวและอันตรายถึงชีวิต บางโพสต์ถึงขั้นระบุว่า “ขอให้เจ้าหน้าที่รัฐอุ้มหายคุณอังคณาไปก่อนได้ไหม” ซึ่งเป็นแบบแผนความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับนักปกป้องสิทธิ์อย่างน่ากลัว
 
"ต้องย้อนกลับไปว่า คดีการอุ้มหายทนายสมชาย นีละไพจิตร ผ่านมากว่า 20 ปีแล้ว ก็ยังไม่ได้รับความยุติธรรม การที่ผู้มีตำแหน่งใหญ่โตเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ หรืออดีตเจ้าหน้าที่ ถูกกล่าวหาว่าคุกคามคุณอังคณาซึ่งเป็นทั้ง สว. และผู้หญิงนักปกป้องสิทธิ์ เป็นเรื่องน่ากังวลอย่างยิ่ง หากกระบวนการยุติธรรมไม่สามารถให้ความยุติธรรมได้ ประชาชนคนอื่นๆ ที่ลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิมนุษยชนก็ตกอยู่ในอันตรายไปด้วย" ปรานมกล่าว
 
ปรานม ยังชี้ให้เห็นถึงความย้อนแย้งในกระบวนการยุติธรรมไทยว่า เมื่อนักปกป้องสิทธิ์ถูกฟ้องกลั่นแกล้ง กระบวนการยุติธรรมและตำรวจมักจะผลักดันคดีขึ้นสู่ศาลได้อย่างรวดเร็ว แม้เป็นคดีแกล้งฟ้องที่ไม่มีข้อเท็จจริง แต่ในทางกลับกัน เมื่อนักปกป้องสิทธิ์ถูกคุกคามหรือข่มขู่ กระบวนการกลับล่าช้าและไม่สามารถนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษได้ จนนำไปสู่วัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด

จี้รัฐตรวจสอบต้นตอการคุกคาม นำผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ย้ำหน้าที่รัฐบาลคือคุ้มครองผู้แสวงหาความจริง ไม่ใช่โจมตีกลับ

องค์กร Protection International จึงขอเรียกร้องให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เร่งสืบสวนและกระบวนการยุติธรรมเร่งนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อพิสูจน์ความจริงใจ พร้อมฝากข้อความถึงรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีว่าในช่วงสุญญากาศเช่นนี้การข่มขู่หรือคุกคามบุคคลที่ลุกขึ้นตรวจสอบการทุจริต โดยเฉพาะการทุจริตหรือความไม่โปร่งใสในกระบวนการเลือกตั้งเป็นประเด็นเพื่อประโยชน์สาธารณะโดยแท้จริง

รัฐบาลและนายกรัฐมนตรีในฐานะผู้มีอำนาจบริหารประเทศ ควรทำหน้าที่เป็นกลไกตรวจสอบข้อเท็จจริงและสร้างหลักประกันความปลอดภัยให้กับผู้ที่ออกมาเปิดเผยข้อมูลหรือแสวงหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการทุจริตหากมีข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการทุจริตหรือการกระทำผิดในกระบวนการเลือกตั้ง โดยสิ่งที่ควรทำคือเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเป็นอิสระ โปร่งใส และนำผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม แทนที่จะปล่อยให้ผู้ที่ลุกขึ้นมาตรวจสอบหรือปกป้องสิทธิของประชาชนต้องเผชิญกับการข่มขู่ คุกคาม หรือถูกดำเนินคดี หรือการที่นายกรัฐมนตรีมาเป็นเป็นคู่ขัดแย้งหรือโจมตีกลับไปยังผู้ตรวจสอบเช่นที่เกิดขึ้นอยู่ตอนนี้เป็นการสร้างบรรยากาศของความหวาดกลัวต่อการตรวจสอบและการปกป้องสิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพและประชาธิปไตยของประชาชน  

Article Image