คณะกรรมการนโยบายการเงิน ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.50% – 3.75% นับเป็นการตรึงอัตราดอกเบี้ยต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 5 เพื่อควบคุมอัตราเงินเฟ้อที่ยังทรงตัวสูงกว่าระดับเป้าหมาย แม้ภาพรวมกิจกรรมทางเศรษฐกิจจะยังขยายตัวได้ดี

ผลการลงมติในครั้งนี้ไม่เป็นเอกฉันท์ โดยที่ประชุมลงคะแนนด้วยสัดส่วน 9 ต่อ 3 เสียง ซึ่งกรรมการฝ่ายข้างมากเห็นชอบให้คงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับเดิมเพื่อประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจ ขณะที่กรรมการอีก 3 ท่านลงคะแนนให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% (25 basis points) เนื่องจากกังวลว่าแรงกดดันด้านเงินเฟ้อยังไม่มีแนวโน้มชะลอตัวลงเข้าสู่กรอบเป้าหมายอย่างชัดเจน

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้คณะกรรมการส่วนใหญ่ตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ย มาจากการประเมินว่าตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังขยายตัวอย่างมั่นคง ทรงตัวทั้งในฝั่งการจ้างงานและอัตราการว่างงาน อย่างไรก็ดี อัตราเงินเฟ้อยังคงค้างอยู่ในระดับสูงกว่าเป้าหมาย 2% ของเฟด โดยมีแรงกดดันหลักมาจากราคาพลังงานและปัญหาห่วงโซ่อุปทาน

นอกจากนี้ เฟดระบุถึงปัจจัยความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคตะวันออกกลางว่าเป็นความไม่แน่นอนสำคัญ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาพลังงานในตลาดโลก และเพิ่มความเสี่ยงต่ออัตราเงินเฟ้อระยะสั้น

นายเควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ แถลงย้ำจุดยืนมุ่งรักษาเสถียรภาพราคาเพื่อดึงอัตราเงินเฟ้อกลับสู่ระดับเป้าหมาย 2% โดยยังไม่มีการส่งสัญญาณปรับลดอัตราดอกเบี้ยในระยะเวลาอันใกล้นี้

จากมติที่เริ่มมีความเห็นแตกแยกและมีถึง 3 เสียงที่สนับสนุนให้ขึ้นดอกเบี้ยต่อ ส่งผลให้ตลาดการเงินคาดการณ์ว่า เฟดอาจเปิดช่องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้อีกในการประชุมรอบถัดไป เช่น ช่วงเดือนกุมภาพันธ์หรือเดือนกันยายน หากอัตราเงินเฟ้อกลับมาร้อนแรงขึ้นอีกครั้ง