จากรายงานออกมาอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2569 สถานการณ์การแพร่แพร่ระบาดของเชื้อเอชไอวี (HIV) และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในจังหวัดเชียงใหม่ กำลังกลับมาเป็นประเด็นท้าทายด้านสาธารณสุขที่ต้องเร่งแก้ไขอย่างเร่งด่วน หลังสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่เปิดเผยข้อมูลทางระบาดวิทยาล่าสุด ระบุว่าพื้นที่ดังกล่าวยังคงถูกจัดให้เป็นหนึ่งในพื้นที่เฝ้าระวังการแพร่ระบาดอย่างใกล้ชิด โดยมียอดผู้ติดเชื้อสะสมสูงถึง 23,900 ราย และมีผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้นถึง 700 รายต่อปี หรือคิดเป็นอัตราการพบผู้ป่วยใหม่เฉลี่ยวันละ 2 คน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าปัญหาดังกล่าวยังคงแพร่กระจายและส่งผลกระทบต่อโครงสร้างทางสังคมในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

จากการวิเคราะห์โครงสร้างของผู้ติดเชื้อพบประเด็นที่น่ากังวล โดยนอกจากกลุ่มเยาวชน นักเรียน นักศึกษา และวัยทำงาน ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงหลักตามรูปแบบการใช้ชีวิตและพฤติกรรมทางเพศที่เปลี่ยนแปลงไปในยุคดิจิทัลแล้ว ข้อมูลเชิงลึกยังชี้ว่ากลุ่มประชากรข้ามชาติและกลุ่มชาติพันธุ์ กลับเป็นกลุ่มที่มีอัตราความชุกของการติดเชื้อ HIV และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์สูงกว่ากลุ่มประชากรทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มชาติพันธุ์บางกลุ่มที่ประกอบอาชีพบริการทางเพศ ซึ่งพบอัตราความชุกสูงถึงร้อยละ 3.60

สาเหตุหลักของปัญหาในกลุ่มประราะบางเหล่านี้ไม่ได้มาจากพฤติกรรมเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากอุปสรรคเชิงโครงสร้างทางสังคม เช่น ข้อจำกัดด้านภาษาในการสื่อสารกับบุคลากรทางการแพทย์ ปัญหาด้านสถานะทางกฎหมายและเอกสารประจำตัวที่ทำให้เข้าไม่ถึงสิทธิการรักษาพยาบาลขั้นพื้นฐาน รวมถึงความหวาดกลัวต่อการถูกตีตราและการเลือกปฏิบัติจากสังคมรอบข้าง ปัจจัยเหล่านี้ทำให้แรงงานข้ามชาติและคนในพื้นที่สูงหลายคนหลีกเลี่ยงการเข้ารับการตรวจคัดกรองเชิงรุก และพลาดโอกาสที่จะได้รับยาต้านไวรัสอย่างทันท่วงที

ขณะเดียวกัน ในกลุ่มวัยทำงานอายุ 25-49 ปี และกลุ่มเยาวชนอายุ 15-24 ปี ยังคงเป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการใช้แอปพลิเคชันนัดเดตออนไลน์ในการแสวงหาคู่ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน ทั้งนี้ ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงต้องเร่งปรับกลยุทธ์การทำงานเชิงรุก มุ่งเน้นการทะลวงผ่านกำแพงภาษาและวัฒนธรรม พร้อมทั้งสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง เพื่อผลักดันให้กลุ่มเปราะบางสามารถเข้าถึงการตรวจเลือดและรับยาป้องกันได้อย่างเท่าเทียม หากต้องการบรรลุเป้าหมายในการยุติปัญหาเอดส์ตามยุทธศาสตร์ระดับประเทศต่อไป