สถานการณ์ในตลาดสมาร์ตโฟนโลกกำลังจับตาความเคลื่อนไหวของ ยักษ์ใหญ่เทคโนโลยี Apple อย่างใกล้ชิด
หลังนักวิเคราะห์จากสำนักวิจัยชั้นนำทั้ง IDC และ Counterpoint Research ออกมาระบุตรงกันว่า มีความเป็นไปได้สูงที่ iPhone 18 Pro และ iPhone 18 Pro Max จะปรับขึ้นราคาขายปลีกราว 200 ถึง 300 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 7,000 – 10,000 บาท) ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาเริ่มต้นของรุ่น Pro ขยับขึ้นไปอยู่ที่ 1,299 ดอลลาร์ ขณะที่รุ่น Pro Max อาจพุ่งแตะ 1,399 ดอลลาร์

ปัจจัยสำคัญที่สุดที่บีบให้ Apple ต้องพิจารณาปรับโครงสร้างราคาใหม่ เกิดจากวิกฤตราคาชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในห่วงโซ่อุปทานที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะชิปหน่วยความจำ (LPDDR5X RAM) ที่ขาดแคลนทั่วโลก เนื่องจากการขยายตัวของศูนย์ข้อมูลปัญญาประดิษฐ์ (AI Data Center) ที่กว้านซื้อชิปแรมเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ต้นทุนแรมขนาด 12GB ที่นำมาใช้รองรับฟีเจอร์ Apple Intelligence เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว

นอกจากนี้ การยกระดับฮาร์ดแวร์ครั้งใหญ่ ทั้งชิปประมวลผลขนาด 2 นาโนเมตร A20 Pro ของ TSMC, ระบบกล้องรูรับแสงแปรผัน (Variable Aperture) รุ่นใหม่, และแบตเตอรี่ความจุสูงขึ้น ยิ่งกลายเป็นต้นทุนสะสมที่ทำให้ Apple ไม่อาจแบกรับภาระอัตรากำไรที่ลดลงได้เหมือนช่วงที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ประเมินว่า Apple อาจใช้วิธีตรึงราคาในรุ่นเริ่มต้นอย่าง iPhone 18 รุ่นมาตรฐานไว้ชั่วคราว หรือปรับขึ้นเฉพาะรุ่นท็อประดับเรือธง เพื่อลดผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคโดยรวม
ขณะที่นักลงทุนมองว่ากลุ่มลูกค้าเป้าหมายของรุ่น Pro ยังคงมีความยืดหยุ่นต่อราคา และพร้อมจะจ่ายเพิ่มเพื่อแลกกับนวัตกรรมใหม่ที่จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในช่วงปลายปีนี้





