วันที่ 20 ก.ค.69 - นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า เป้าหมายของการคัดกรองรอบปี 2569 คือให้ความช่วยเหลือไปถึงประชาชนที่เปราะบางและมีความเดือดร้อนมากที่สุด แต่การใช้ฐานข้อมูลจากหลายหน่วยงานอาจทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนในบางกรณี หนึ่งในปัญหาหลักคือข้อมูลการถือครองรถยนต์ โดยพบผู้ลงทะเบียนบางรายขายรถแบบโอนลอยไปแล้ว แต่ชื่อยังปรากฏเป็นเจ้าของในระบบ บางรายรถถูกบริษัทไฟแนนซ์ยึด รถชำรุดจนใช้งานไม่ได้ หรือมีชื่อถือครองรถโดยไม่ทราบข้อเท็จจริง กรมการขนส่งทางบกจึงรวบรวมปัญหาและเสนอให้กระทรวงการคลังนำไปประกอบการพิจารณาปรับหลักเกณฑ์ กระทรวงการคลังพร้อมรับหลักฐานเพิ่มเติมจากประชาชน เช่น เอกสารการโอนลอย หลักฐานการขายรถ เอกสารการยึดรถ หรือข้อมูลยืนยันว่ารถไม่มีสภาพใช้งาน เพื่อให้คณะกรรมการพิจารณาตามข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี

นายวินิจระบุว่า การกำหนดเงื่อนไขเรื่องรถยนต์มีที่มาจากข้อร้องเรียนในอดีตว่า ผู้ถือบัตรสวัสดิการบางรายมีรถยนต์ใช้เดินทางไปซื้อสินค้าจากร้านธงฟ้า อย่างไรก็ตาม เมื่อพบข้อจำกัดของฐานข้อมูล กระทรวงการคลังพร้อมปรับรายละเอียดให้เป็นธรรมกับประชาชนมากขึ้น ขณะเดียวกัน การตรวจสอบข้อมูลครั้งนี้ยังช่วยให้ประชาชนตระหนักถึงผลกระทบของการซื้อขายรถแบบโอนลอย เพราะตราบใดที่ยังไม่มีการโอนกรรมสิทธิ์อย่างถูกต้อง ผู้ขายอาจยังถูกนับว่าเป็นเจ้าของรถ และอาจกระทบต่อสิทธิจากมาตรการของรัฐ
กระทรวงการคลังเปิดเผยว่า มีประชาชนยื่นขอทบทวนสิทธิแล้วประมาณ 2.9 ล้านราย โดยปัญหาการถือครองรถยนต์เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของการอุทธรณ์ ก่อนหน้านี้ กระทรวงการคลังระบุว่า โครงการรอบปี 2569 มีผู้ผ่านเกณฑ์ประมาณ 9.51 ล้านราย จากผู้ลงทะเบียนทั้งหมดประมาณ 18.82 ล้านราย และมีผู้ไม่ผ่านเกณฑ์กว่า 9.31 ล้านราย หลังรับเรื่องอุทธรณ์ กระทรวงการคลังจะรวบรวมข้อเท็จจริงเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาปรับเงื่อนไข โดยตั้งเป้าเร่งดำเนินการให้ผู้ที่ผ่านการทบทวนสามารถเริ่มใช้สิทธิได้ทันวันที่ 1 ตุลาคม 2569

นอกจากเรื่องรถยนต์ กระทรวงการคลังยังพร้อมตรวจสอบกรณีสถานะการศึกษาไม่ตรงกับความเป็นจริง เช่น ระบบยังระบุว่าเป็นนักเรียนหรือนักศึกษา ทั้งที่จบการศึกษาหรือพ้นสภาพไปแล้ว ส่วนกรณีผู้ลงทะเบียนถูกระบุว่ามีรายได้ ทั้งที่ยืนยันว่าไม่เคยได้รับเงินหรือไม่เคยยื่นแบบภาษี อาจเกิดจากข้อมูลภาษีหัก ณ ที่จ่าย หรือมีผู้นำชื่อไปแอบอ้างเป็นลูกจ้างเพื่อบันทึกค่าใช้จ่ายและหลีกเลี่ยงภาษี กระทรวงการคลังจะรับเรื่องดังกล่าวไว้ตรวจสอบร่วมกับกรมสรรพากร หากพบว่าเป็นการนำชื่อบุคคลอื่นไปใช้โดยมิชอบ จะเร่งแก้ไขข้อมูล คืนสิทธิให้ผู้เสียหาย และติดตามผู้ที่นำชื่อไปแอบอ้าง
กระทรวงการคลังยังเดินหน้าลงทะเบียนเชิงรุก ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย สำรวจประชาชนที่ไม่เคยลงทะเบียนหรือไม่เคยได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งมีประมาณ 230,000 ราย นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มที่ต้องติดตามเพื่อยืนยันตัวตนอีกประมาณ 840,000 ราย โดยกรมการปกครองเตรียมประสานเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ไม่สามารถดำเนินการผ่านระบบได้ด้วยตนเอง
สำหรับผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างเตรียมมาตรการรองรับผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนบางกลุ่มสามารถเข้าถึงการช่วยเหลือด้านค่าครองชีพต่อเนื่อง รายละเอียดการโอนหรือปรับสิทธิของกลุ่มที่ไม่ผ่านเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ยังต้องรอมติคณะรัฐมนตรีและประกาศอย่างเป็นทางการ ประชาชนจึงควรติดตามข้อมูลจากกระทรวงการคลัง และเว็บไซต์โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐโดยตรง





