"กระทิงดุ" สเปน ผงาดครองบัลลังก์ลูกหนังโลกอีกครั้ง! หลังบดเอาชนะ "ฟ้า-ขาว" อาร์เจนตินา แชมป์เก่า 1-0 ในช่วงต่อเวลาพิเศษ ศึกฟุตบอลโลก 2026 รอบชิงชนะเลิศ เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม ที่เม็ตไลฟ์ สเตเดียม มหานครนิวยอร์ก รัฐนิวเจอร์ซีย์ สหรัฐอเมริกา คว้าแชมป์โลกสมัยที่ 2 ต่อจากปี 2010 ได้อย่างยิ่งใหญ่
เกมนี้ สเปนของ หลุยส์ เด ลา ฟูเอ็นเต เปิดเกมบุกตั้งแต่นาทีแรก ครองบอลเหนือกว่าอย่างชัดเจน และสร้างโอกาสเข้าทำได้ต่อเนื่อง โดยเฉพาะ ลามิน ยามาล ดาวรุ่งวัย 19 ปี ที่ปั่นป่วนแนวรับอาร์เจนตินาตลอดทั้งเกม แต่ยังไม่สามารถส่งบอลผ่านมือ เอมิเลียโน มาร์ติเนซ ไปได้ ทำให้จบครึ่งแรกด้วยสกอร์ 0-0
กลับมาครึ่งหลัง รูปเกมยังเป็นของทัพ "กระทิงดุ" ที่เดินหน้าบุกไม่หยุด โดยผ่าน 65 นาที สเปนมีโอกาสยิงถึง 6 ครั้ง เข้ากรอบ 4 ครั้ง ขณะที่อาร์เจนตินายังไม่มีโอกาสยิงตรงกรอบแม้แต่ครั้งเดียว เน้นตั้งรับและรอจังหวะสวนกลับเป็นหลัก
ดราม่าเกิดขึ้นในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ นาที 90+3 เมื่อ เอ็นโซ เฟร์นานเดซ ไปทำฟาวล์จนโดนใบเหลืองที่สอง เป็นใบแดงไล่ออกจากสนาม ส่งผลให้อาร์เจนตินาเหลือผู้เล่นเพียง 10 คน แต่ยังต้านทานเกมรุกของสเปนได้ จนต้องต่อเวลาพิเศษอีก 30 นาที
กระทั่งนาทีที่ 106 ความพยายามของสเปนก็สัมฤทธิ์ผล เมื่อ เฟร์ราน ตอร์เรส ตัวสำรองที่เพิ่งลงสนาม หลุดเข้าไปซัดบอลตุงตาข่าย ส่งให้สเปนออกนำ 1-0 ซึ่งกลายเป็นประตูชัยของเกม
เสียงนกหวีดสุดท้ายดังขึ้น ทัพ "กระทิงดุ" เฉลิมฉลองการกลับมาคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกได้อีกครั้งในรอบ 16 ปี หลังเคยสร้างประวัติศาสตร์ครั้งแรกด้วยการชนะเนเธอร์แลนด์ 1-0 ในช่วงต่อเวลาพิเศษ ศึกฟุตบอลโลก 2010 ที่ประเทศแอฟริกาใต้
นัดชิงชนะเลิศครั้งนี้ยังได้รับความสนใจจากคนทั่วโลก มีบุคคลสำคัญและคนดังเข้าชมเกมจำนวนมาก รวมถึง โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และ "มาดามแป้ง" นวลพรรณ ล่ำซำ นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ซึ่งได้รับเชิญจากฟีฟ่าให้ร่วมชมเกมนัดประวัติศาสตร์
ชัยชนะครั้งนี้ไม่เพียงส่งให้สเปนคว้าแชมป์โลกสมัยที่ 2 เท่านั้น แต่ยังเป็นการโค่นแชมป์เก่าอย่างอาร์เจนตินา พร้อมปิดฉากฟุตบอลโลก 2026 ด้วยเกมนัดชิงที่เต็มไปด้วยความเข้มข้น ดราม่า และการต่อสู้อย่างสมศักดิ์ศรีจนถึงวินาทีสุดท้าย
ภาพ AP





