วันที่ 17 ก.ค.69 - นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถ้อยแถลงในพิธีเปิดการประชุมภายใต้หัวข้อ “AI Partnership for a Brighter Future” เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 โดยมีนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ผู้นำประเทศ ผู้แทนองค์การระหว่างประเทศ ภาคธุรกิจ และภาควิชาการเข้าร่วม
การประชุมปัญญาประดิษฐ์โลก ค.ศ. 2026 และการประชุมระดับสูงว่าด้วยธรรมาภิบาล AI โลก จัดขึ้นที่นครเซี่ยงไฮ้ ระหว่างวันที่ 17–20 กรกฎาคม 2569 เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศด้านการพัฒนาและกำกับดูแลเทคโนโลยี AI
นายกรัฐมนตรีระบุว่า AI กำลังเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจ การทำงาน การศึกษา การสาธารณสุข และชีวิตประจำวันของประชาชนอย่างรวดเร็ว แต่ความก้าวหน้าดังกล่าวจะเกิดประโยชน์ต่อมนุษยชาติได้มากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับความร่วมมือของทุกประเทศในการกำหนดทิศทางและกติกาที่มีความรับผิดชอบ พร้อมแสดงการสนับสนุนความร่วมมือระหว่างประเทศด้านธรรมาภิบาล AI รวมถึงการสร้างระบบพหุภาคีที่เปิดกว้าง ครอบคลุม และเปิดโอกาสให้ประเทศกำลังพัฒนามีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของเทคโนโลยี ไม่ใช่เป็นเพียงผู้ใช้เทคโนโลยีจากประเทศอื่น
นายกรัฐมนตรีเสนอหลักธรรมาภิบาล AI 3 ประการ ประกอบด้วย
1. คุ้มครองประชาชน — Protection AI ต้องรับใช้มนุษย์ เคารพสิทธิมนุษยชน ความเป็นส่วนตัว และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ พร้อมมีกลไกรับมือความเสี่ยงจากอคติ การสร้างความเกลียดชัง ข่าวปลอม ข้อมูลบิดเบือน และการใช้เทคโนโลยีเพื่อหลบเลี่ยงกฎหมาย หลักการดังกล่าวสอดคล้องกับข้อเสนอแนะของยูเนสโกว่าด้วยจริยธรรมปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชน ศักดิ์ศรี ความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และหลักนิติธรรม นายกรัฐมนตรียังเสนอให้เปลี่ยนหลักการเชิงนโยบายไปสู่มาตรการที่ใช้ได้จริง เช่น การนำ AI มาช่วยปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ แก๊งหลอกลวงออนไลน์ อาชญากรรมไซเบอร์ และการค้ามนุษย์ ประเทศไทยได้พัฒนาแพลตฟอร์ม SHIELD เพื่อสนับสนุนการบันทึก วิเคราะห์ และแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์และการค้ามนุษย์ระหว่างหน่วยงานและประเทศหุ้นส่วน
2. ปลดล็อกศักยภาพ — Potential การกำกับดูแล AI ต้องไม่กลายเป็นอุปสรรคต่อนวัตกรรม แต่ต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่ประชาชน ธุรกิจ และนักพัฒนาสามารถใช้เทคโนโลยีได้อย่างมั่นใจ องค์ประกอบสำคัญคือสถาบันที่น่าเชื่อถือ บุคลากรที่มีทักษะ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่เข้าถึงได้ และกฎระเบียบที่ชัดเจนและคาดการณ์ได้ เพื่อสนับสนุนการลงทุนและนวัตกรรม ควบคู่กับการรักษาความเชื่อมั่นของประชาชน
3. สร้างความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน — Prosperity ความก้าวหน้าของ AI ไม่ควรวัดจากประสิทธิภาพของเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องวัดจากคุณภาพชีวิตและโอกาสที่ประชาชนได้รับ AI ควรถูกนำมาใช้สนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ยกระดับการศึกษา การสาธารณสุข และบริการภาครัฐ รวมถึงเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อย ชุมชน และประเทศกำลังพัฒนา นายกรัฐมนตรีย้ำว่า ประเทศกำลังพัฒนาต้องมีบทบาทเป็นผู้ร่วมออกแบบและสร้างอนาคตของ AI ไม่ใช่เป็นเพียงตลาดหรือผู้ใช้เทคโนโลยีที่ประเทศอื่นเป็นผู้กำหนด
ประเทศไทยพร้อมสนับสนุนการนำหลักธรรมาภิบาล AI ไปสู่การปฏิบัติผ่าน AI Governance Practice Center ซึ่งจะเป็นพื้นที่ทดลองและพัฒนาแนวทางร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิชาการ
นายกรัฐมนตรีกล่าวสรุปว่า โลกไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่างนวัตกรรมกับการกำกับดูแล แต่ต้องร่วมกันสร้าง “ความก้าวหน้าที่ได้รับความไว้วางใจ” โดย AI ไม่ควรถูกใช้เป็นเครื่องมือแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่ควรเป็นพื้นที่ความร่วมมือที่ช่วยลดความแตกต่างและขยายโอกาสให้ทุกประเทศ






