"กระทิงดุ" สเปน โชว์เกมรับเหนียวแน่นและความเฉียบคมในจังหวะจบสกอร์ เอาชนะ "ตราไก่" ฝรั่งเศส 2-0 ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 2026 ได้สำเร็จ แม้ฝรั่งเศสจะพยายามครองบอลและเปิดเกมรุกอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่สามารถเจาะแนวรับของสเปนได้ ทำให้ต้องยุติเส้นทางไว้เพียงรอบรองชนะเลิศ
การแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 รอบรองชนะเลิศ เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม ที่เอทีแอนด์ที สเตเดียม เมืองดัลลัส รัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา เป็นการพบกันระหว่าง ทีมชาติฝรั่งเศส แชมป์โลก 2 สมัย กับ ทีมชาติสเปน อดีตแชมป์โลก 1 สมัย โดยทั้งสองทีมต่างผ่านเกมรอบก่อนรองชนะเลิศมาอย่างแข็งแกร่ง
ฝรั่งเศสของ ดิดิเยร์ เดส์ชองส์ ส่งผู้เล่นตัวหลักลงสนามครบครัน นำโดย คีลิยัน เอ็มบัปเป, อุสมาน เดมเบเล, ไมเคิล โอลิเซ และ วิลเลียม ซาลิบา ขณะที่สเปนของ หลุยส์ เด ลา ฟูเอ็นเต นำทัพโดย โรดรี, ลามิน ยามาล, ดานี โอลโม และ มิเกล โอยาร์ซาบาล
เกมครึ่งแรกเป็นไปอย่างสูสี ทั้งสองฝ่ายพยายามเปิดเกมรุกแลกกัน แต่จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นในนาทีที่ 20 เมื่อ ลูกาส์ ดีญ ทำฟาวล์ ลามิน ยามาล ในเขตโทษ ผู้ตัดสินชี้เป็นจุดโทษทันที ก่อนที่ มิเกล โอยาร์ซาบาล จะรับหน้าที่สังหารไม่พลาด ส่งสเปนขึ้นนำ 1-0 ในนาทีที่ 22
สถานการณ์ของฝรั่งเศสยิ่งยากลำบาก เมื่อนาทีที่ 30 วิลเลียม ซาลิบา ปราการหลังคนสำคัญได้รับบาดเจ็บจนเล่นต่อไม่ไหว ต้องเปลี่ยน มักซ็องซ์ ลาครัวซ์ ลงสนามแทน ก่อนจบครึ่งแรกด้วยสกอร์ 1-0
เข้าสู่ครึ่งหลัง ฝรั่งเศสเดินหน้าบุกเต็มกำลัง พยายามครองบอลและสร้างโอกาสเข้าทำอย่างต่อเนื่อง แต่แนวรับของสเปนยังเล่นได้อย่างมีวินัย และอาศัยจังหวะสวนกลับเล่นงานคู่แข่งได้อย่างอันตราย
นาทีที่ 58 เปโดร ปอร์โร เติมเกมขึ้นมายิงผ่านมือ ไมก์ เมนญอง ส่งบอลเสียบตาข่ายให้สเปนนำห่าง 2-0 ซึ่งกลายเป็นประตูตอกฝาโลง แม้ฝรั่งเศสจะพยายามเร่งเครื่องในช่วงเวลาที่เหลือ แต่ก็ไม่สามารถทวงประตูคืนได้
จบเกม สเปนเอาชนะฝรั่งเศส 2-0 ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 2026 ได้สำเร็จ พร้อมลุ้นคว้าแชมป์โลกสมัยที่ 2 โดยจะรอพบผู้ชนะระหว่าง อังกฤษ กับ อาร์เจนตินา ในวันที่ 20 กรกฎาคม เวลา 02.00 น. (ตามเวลาไทย) ที่เม็ตไลฟ์ สเตเดียม รัฐนิวเจอร์ซีย์ สหรัฐอเมริกา
ภาพ AP





