นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการสอบบรรจุข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นปี 2568 ครั้งที่ 2 ว่า จากการติดตามความคืบหน้าของคณะทำงานที่มีผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นประธาน พบข้อมูลที่น่าตกใจและกระทบต่อมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างรุนแรง โดยที่ประชุมแสดงความหดหู่ต่อหลักฐานทุจริตที่ปรากฏชัดเจน พร้อมยืนยันว่าบุคคลที่ตั้งใจโกงตั้งแต่เริ่มต้นกระบวนการ ไม่สมควรได้รับโอกาสให้เข้ามารับราชการในทุกระดับ เพราะจะส่งผลเสียต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว
นายปกรณ์ กล่าวว่า สำหรับการตรวจสอบในครั้งนี้ มุ่งเน้นไปที่การวางกรอบตรวจสอบการทุจริตใน 3 ระยะสำคัญ ได้แก่ ระยะที่ 1 ช่วงเตรียมการสอบ โดยตรวจสอบความโปร่งใสของทีโออาร์ (TOR) การออกแบบข้อสอบ และระบบรักษาความปลอดภัย ระยะที่ 2 ช่วงระหว่างการสอบ ตรวจสอบกระบวนการคุมสอบและการแบ่งกลุ่มผู้สอบ และระยะที่ 3 ช่วงหลังการสอบ ซึ่งเน้นตรวจสอบการประมวลผล การตรวจคะแนน และถูกมองว่ามีปัญหาในจุดนี้เรื่องการแก้ไขคำตอบเพื่อเพิ่มคะแนนให้ผู้สอบบางราย
ด้าน พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะหัวหน้าคณะทำงาน ระบุว่าขณะนี้ได้สั่งการเร่งด่วนให้ประสานขอเอกสารหลักฐานจากสถาบันการศึกษาและสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำมาวิเคราะห์เส้นทางและความเชื่อมโยงของกลุ่มบุคคลที่ร่วมขบวนการ โดยตั้งเป้าหมายสรุปผลข้อเท็จจริงและข้อเสนอแนะต่อนายกรัฐมนตรีภายใน 30 วัน เพื่อดำเนินการทางวินัยและอาญาอย่างเด็ดขาด รวมถึงเสนอแนวทางปฏิรูประบบการสอบภาคราชการใหม่ทั้งหมดเพื่อป้องกันการเกิดเหตุซ้ำรอยในอนาคต
“ นายกรัฐมนตรีกำชับเพียงอย่างเดียว คือ ให้ข้อเท็จจริงปรากฏต่อสังคมและตรงไปตรงมา ส่วนจะไปเชื่อมโยงกับใครส่วนตัวคิดว่าวันข้างหน้าก็คงจะได้ทราบข้อเท็จจริงว่าเป็นกลุ่มใดบ้าง ซึ่งเราคงไม่ชี้หนึ่งชี้สองใครผิดใครถูก แต่ขอให้ข้อเท็จจริงออกมาก่อนจึงจะมองออก” ผบ.ตร. กล่าว






