วันที่ 31 ส.ค.69 -  การประชุมมี พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 ทำหน้าที่ประธาน โดยมีตัวแทนรัฐบาลชี้แจงถึงความจำเป็นของพระราชกำหนดดังกล่าว ทั้งในด้านการบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานและการวางแนวทางเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศในระยะยาว ด้าน นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ชี้แจงว่า ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางส่งผลกระทบโดยตรงต่อสถานการณ์ด้านพลังงานของไทย เนื่องจากทำให้ต้นทุนการนำเข้าพลังงาน โดยเฉพาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG ปรับตัวสูงขึ้น และส่งผลต่อเนื่องถึงต้นทุนการผลิต ค่าไฟฟ้า ราคาสินค้า และค่าครองชีพของประชาชน  รัฐบาลจึงเห็นว่าจำเป็นต้องใช้มาตรการทางการคลังเพื่อบรรเทาผลกระทบในระยะเร่งด่วน ควบคู่กับการปรับโครงสร้างพลังงานในระยะยาว โดยวงเงินส่วนหนึ่งจะนำไปสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน เช่น การส่งเสริมไบโอดีเซล พลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานสะอาด เพื่อช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบและ LNG จากต่างประเทศ รวมถึงเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ

ด้านนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ชี้แจงข้อกังวลเกี่ยวกับวงเงิน 200,000 ล้านบาท สำหรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน โดยยอมรับว่า ในขณะนี้ยังไม่มีรายละเอียดของทุกโครงการอย่างเป็นทางการ เนื่องจากยังไม่มีการเสนอแผนงานทั้งหมดเข้าสู่กระบวนการพิจารณา  อย่างไรก็ตาม หลังพระราชกำหนดมีผลบังคับใช้ จะมีการกำหนดหลักเกณฑ์ในการพิจารณาโครงการอย่างชัดเจน โดยโครงการที่จะได้รับการจัดสรรเงินจะต้องมีความจำเป็นเร่งด่วน ไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณจากแหล่งอื่น มีความพร้อมที่จะดำเนินการได้ทันที และต้องแล้วเสร็จภายในวันที่ 30 กันยายน 2570  

Advertisement

นอกจากนี้ โครงการจะต้องมีความคุ้มค่า ก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจ สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของพระราชกำหนด และคำนึงถึงประสิทธิภาพในการใช้จ่ายเงิน รวมถึงการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ  นายลวรณระบุด้วยว่า โครงการที่ผ่านการพิจารณาจะต้องมีการประเมินผลการใช้จ่ายโดยบุคคลภายนอก เพื่อให้การติดตามและตรวจสอบเป็นไปอย่างเป็นอิสระ และสร้างความมั่นใจต่อสังคมในเรื่องความโปร่งใสและความคุ้มค่าของการใช้เงิน

ขณะที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันสะท้อนถึงความจำเป็นในการใช้มาตรการเร่งด่วน เนื่องจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นส่งผลโดยตรงต่อราคาสินค้า ค่าครองชีพ และความสามารถในการดำเนินธุรกิจของภาคเอกชน  รัฐบาลจึงต้องดำเนินมาตรการเพื่อช่วยลดภาระของประชาชนและผู้ประกอบการ พร้อมทั้งเร่งวางรากฐานด้านพลังงานในระยะยาว โดยเฉพาะการส่งเสริมให้ประชาชนสามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ การลดการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ การสร้างงาน และการพัฒนาทักษะแรงงานที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมพลังงานใหม่

นายเอกนิติยืนยันว่า การดำเนินโครงการภายใต้พระราชกำหนดดังกล่าวจะต้องเป็นไปด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนสามารถติดตามและแสดงความคิดเห็นได้ โดยรัฐบาลจะกำกับให้ทุกโครงการเป็นไปตามวัตถุประสงค์และกรอบกฎหมายที่กำหนด

ภายหลังการอภิปรายและชี้แจงเสร็จสิ้น ประธานที่ประชุมได้เปิดให้สมาชิกวุฒิสภาลงมติ โดยมีผู้ลงมติทั้งหมด 175 คน เห็นชอบ 135 เสียง ไม่เห็นชอบ 11 เสียง งดออกเสียง 28 เสียง และไม่ลงคะแนนเสียง 1 เสียง ส่งผลให้วุฒิสภามีมติเห็นชอบพระราชกำหนดฉบับดังกล่าว