นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วย รศ.ดร.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าฯ กทม. แถลงความคืบหน้ามาตรการความปลอดภัยสถานบันเทิง หลังเกิดโศกนาฏกรรมเพลิงไหม้โรงเบียร์ย่านลาดพร้าว ซึ่งล่าสุดมียอดผู้เสียชีวิตพุ่งสูงถึง 30 ราย และมีผู้บาดเจ็บอีกจำนวนมาก โดย กทม. ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเพื่ออุดช่องโหว่ทางกฎหมายและแนวทางปฏิบัติทันที

มาตรการสำคัญที่ นายชัชชาติ เน้นย้ำคือ การสั่งการให้ทุกสำนักงานเขตดำเนินการ "สุ่มตรวจแบบไม่แจ้งล่วงหน้า" และต้องตรวจในช่วงเวลาที่สถานประกอบการเปิดให้บริการจริงในช่วงค่ำ เพื่อให้เห็นสภาพการใช้งานจริง ทั้งการเปิด-ปิดทางหนีไฟ ระบบไฟฉุกเฉิน และอุปกรณ์ดับเพลิง ว่าทำงานได้ปกติหรือไม่ในช่วงที่มีลูกค้าหนาแน่น เพราะจากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า อาคารที่เกิดเหตุขออนุญาตในลักษณะ "ร้านอาหาร" ซึ่งมีหลักเกณฑ์ความปลอดภัยเบาบางกว่า "สถานบริการ" โดยเฉพาะเรื่องวัสดุตกแต่งลามไฟและโฟมซับเสียงที่กฎหมายไม่ได้บังคับใช้กับร้านอาหาร  

“คงต้องนำเรื่องนี้ไปหารือกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เพื่อปรับปรุงกฎหมายควบคุมอาคารและกฎหมายสถานบริการ ให้ร้านอาหารที่มีพฤติกรรมคล้ายสถานบันเทิงต้องใช้มาตรฐานความปลอดภัยเดียวกัน” นายชัชชาติ กล่าว

นายชัชชาติ กล่าว ต่อว่า ในส่วนของเรื่องโซนนิ่ง (Zoning) ในปัจจุบันพบว่ากฎหมายมีความตึงตัวเกินไป เรามีจุดโซนนิ่งเพียง 3 จุดหลักในกรุงเทพฯ ทำให้ผู้ประกอบการเลี่ยงไปจดทะเบียนเป็นร้านอาหารแทน จึงเตรียมเสนอให้มีการปรับปรุงโซนนิ่งให้ยืดหยุ่นและสอดคล้องกับการเติบโตของเมือง โดยอาจปรับปรุงเป็นประกาศที่ทบทวนได้ทุกปี

นอกจากนี้ กทม. ยังได้สั่งการให้ทุกเขตจัดทำบัญชีรายชื่อสถานประกอบการที่ทำผิดกฎหมาย เช่น เปิดเกินเวลา ขายสุราเกินกำหนด หรือกลุ่มธุรกิจทุนสีเทา โดยต้องรายงานตรงต่อปลัดกรุงเทพมหานครทุกเดือน เพื่อส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการขั้นเด็ดขาดต่อไป