นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาความปลอดภัยในสถานบันเทิง หลังเกิดเหตุเพลิงไหม้ “โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว” โดยระบุว่ามีความจำเป็นต้องหารือเรื่องการปรับปรุงโซนนิ่งใหม่ เนื่องจากกฎหมายปัจจุบันมีความลักลั่น เช่น ข้อกำหนดเรื่องระยะห่างจากวัดหรือโรงเรียน 2 กิโลเมตร ซึ่งในกรุงเทพฯ เป็นไปได้ยาก รวมถึงกฎหมายเรื่องการห้ามเล่นดนตรีสดหลังเที่ยงคืนแต่เปิดคาราโอเกะได้ ซึ่งไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตและอาชีพของศิลปินในปัจจุบัน
นายอนุทิน ย้ำชัดว่า เหตุการณ์สูญเสียซ้ำซากไม่ได้เกิดจากการขาดการตรวจตรา แต่เกิดจากผู้ประกอบการ "จงใจทำผิดกฎหมาย" เพื่อหวังผลกำไร เช่น กรณีการล็อกประตูหนีไฟ 2 ชั้นเพียงเพราะกลัวลูกค้าหนีไม่จ่ายเงิน ซึ่งเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ สำหรับร้านที่เกิดเหตุเพลิงไหม้ล่าสุด จะถูกยึดใบอนุญาตและไม่สามารถกลับมาประกอบกิจการสถานบันเทิงได้อีกต่อไป พร้อมระบุว่าผู้ว่าราชการทุกจังหวัดได้สั่งเอกซเรย์พื้นที่เสี่ยงอย่างเข้มข้นแล้ว
ด้าน รศ.ดร.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เผยผลการตรวจสอบร้านที่เกิดเหตุเมื่อเดือนเมษายน พบว่ามีเอกสารและอุปกรณ์ความปลอดภัยครบถ้วนตามเช็กลิสต์ แต่ยอมรับว่าที่ผ่านมาร้านค้ามักจะรู้ตัวล่วงหน้าเมื่อเจ้าหน้าที่ไปตรวจเป็นทีมใหญ่ โดยนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ได้สั่งให้ปรับกลยุทธ์เป็นการ "สุ่มตรวจแบบไม่เป็นขบวน" เพื่อให้เห็นสภาพความจริงในขณะให้บริการ พร้อมเตรียมบังคับใช้เช็กลิสต์ความปลอดภัย 18 ข้อ (เกณฑ์เดียวกับสถานบริการ) มาใช้กับร้านอาหารที่มีลักษณะคล้ายสถานบันเทิง โดยจะเริ่มใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สั่งปิดร้านที่เพิกเฉยต่อการปรับปรุงความปลอดภัยทันที เพื่อยกระดับมาตรฐานป้องกันอัคคีภัยให้สูงสุด











