วันที่ 12 ก.ค.69 - นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงแผนการดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยเฉพาะต้นทุนราคาอาหารปรุงสำเร็จในชีวิตประจำวัน โดยกระทรวงพาณิชย์เตรียมเปิดรับสมัครผู้ประกอบการร้านอาหารเข้าร่วมโครงการอาหารจานด่วนราคาประหยัด กำหนดราคาขายสูงสุดไม่เกินจานละ 40 บาท ซึ่งโครงการนี้เป็นการต่อยอดความร่วมมือจากโครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" ภายใต้แนวคิด "ข้าวแกงไทยช่วยไทย" เพื่อเพิ่มทางเลือกในการบริโภคให้แก่ประชาชนในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน
กระทรวงพาณิชย์ ยืนยันว่า นโยบายดังกล่าวจะไม่มีการบังคับหรือเข้าแทรกแซงกลไกตลาดของร้านอาหารปรุงสำเร็จที่ปรับขึ้นราคาไปก่อนหน้านี้ แต่จะยึดหลักความสมัครใจของผู้ประกอบการในการยื่นเข้าร่วมโครงการ โดยมีข้อตกลงร่วมกันว่าร้านค้าจะต้องรักษามาตรฐานทั้งด้านคุณภาพและปริมาณที่เหมาะสม เช่น เมนูข้าวราดแกงกับข้าว 2 อย่าง ต้องจำหน่ายในราคาไม่เกิน 40 บาท ซึ่งร้านอาหารที่ผ่านเกณฑ์การพิจารณาจะได้รับป้ายสัญลักษณ์ติดหน้าร้านจากกระทรวงพาณิชย์ เพื่อแสดงจุดสังเกตเป็นมื้อเลือกซื้อราคาประหยัดให้ประชาชนรับรู้อย่างชัดเจน
สำหรับกลุ่มเป้าหมายในระยะแรก จะมุ่งเน้นไปที่เครือข่ายร้านอาหารเดิมในระบบของโครงการไทยช่วยไทยพลัสที่มีอยู่ราว 2.5 แสนร้านค้าทั่วประเทศ โดยตั้งเป้านำร่องระยะแรกที่ 1 แสนร้านค้า สำหรับร้านอาหารที่สมัครและผ่านการอนุมัติเข้าร่วมโครงการ จะได้รับการสนับสนุนเงินช่วยเหลือด้านวัตถุดิบเพื่อลดต้นทุนการปรุงอาหารตั้งแต่ 3,000 ถึง 5,000 บาท และอาจสูงสุดถึง 10,000 บาทต่อราย ตามเกณฑ์ขนาดของร้านค้า โดยกำหนดระยะเวลาดำเนินโครงการเบื้องต้นอย่างน้อย 3 เดือน และพร้อมเริ่มดำเนินการในทันทีหลังจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบ

นางศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า ได้มอบหมายให้กรมการค้าภายในเร่งจัดทำรายละเอียดและกรอบโครงสร้างงบประมาณทั้งหมด โดยคาดว่าจะสามารถนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุม ครม. เพื่อพิจารณาอนุมัติได้ภายในสัปดาห์ที่สามของเดือนกรกฎาคมนี้ เพื่อให้สามารถคิกออฟเริ่มโครงการได้ทันก่อนเดือนสิงหาคม ซึ่งจะประจวบเหมาะกับช่วงที่โครงการไทยช่วยไทยพลัสเข้าสู่การดำเนินงานเดือนที่ 3 พอดี
นอกจากมาตรการควบคุมราคาอาหารปรุงสำเร็จแล้ว กระทรวงพาณิชย์ยังอยู่ระหว่างการเตรียมแผนงานช่วยเหลือและแก้ปัญหาข้อติดขัดให้กับภาคเกษตรกรรมและกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) อีกไม่ต่ำกว่า 10 โครงการ ครอบคลุมการบริหารจัดการสินค้าเกษตรและปัจจัยการผลิต อาทิ มะพร้าวกะทิแกง ปุ๋ยเคมี มาตรการส่งเสริมขีดความสามารถการแข่งขันของเอสเอ็มอี รวมถึงแนวทางการรับมือผลกระทบจากกรณีสินค้านำเข้าราคาถูกทะลักเข้ามาทำตลาดในประเทศไทย โดยกระทรวงพาณิชย์เตรียมเสนอขออนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณเพิ่มเติมเพื่อขับเคลื่อนแผนงานในส่วนนี้รวมกว่า 1,000 ล้านบาท





