"ดื่มน้ำวันละ 8 แก้ว" เป็นคำแนะนำด้านสุขภาพที่อยู่กับคนไทยมานาน หลายคนจึงยึดถือเป็นมาตรฐานในการดูแลตัวเอง แต่ความจริงแล้ว ตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงแนวทางคร่าว ๆ เท่านั้น ไม่ใช่ปริมาณที่เหมาะสมสำหรับทุกคน เพราะร่างกายของแต่ละคนมีความต้องการน้ำไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายด้าน ทั้งเพศ อายุ น้ำหนักตัว การใช้พลังงานในแต่ละวัน สภาพอากาศ รวมถึงภาวะสุขภาพของแต่ละบุคคล
ผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำ ทำงานกลางแจ้ง หรืออยู่ในสภาพอากาศร้อน จะสูญเสียน้ำผ่านเหงื่อมากกว่าปกติ จึงจำเป็นต้องดื่มน้ำเพิ่ม ขณะที่หญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร หรือผู้ที่มีไข้ ท้องเสีย และอาเจียน ก็เป็นกลุ่มที่ต้องได้รับน้ำมากขึ้นเช่นกัน ในทางกลับกัน ผู้ที่ทำงานในห้องแอร์หรือมีกิจกรรมทางกายน้อย อาจไม่จำเป็นต้องดื่มน้ำในปริมาณเท่ากัน
นอกจากนี้ สิ่งที่หลายคนอาจไม่รู้คือ ร่างกายไม่ได้รับน้ำจากการดื่มน้ำเปล่าเพียงอย่างเดียว แต่ยังได้รับจากอาหารและเครื่องดื่มชนิดอื่นด้วย ไม่ว่าจะเป็นผัก ผลไม้ ซุป หรือนม ซึ่งล้วนมีน้ำเป็นส่วนประกอบ ดังนั้นปริมาณน้ำที่ร่างกายได้รับในแต่ละวันจึงไม่ได้มาจากการนับจำนวนแก้วน้ำเพียงอย่างเดียว
วิธีที่ง่ายกว่าการนับว่าเราดื่มครบ 8 แก้วหรือไม่ คือการสังเกตสัญญาณจากร่างกาย หากปัสสาวะมีสีเหลืองอ่อนหรือเกือบใส ไม่รู้สึกกระหายน้ำบ่อย ไม่มีอาการปากแห้ง เวียนศีรษะ หรืออ่อนเพลียจากการขาดน้ำ ก็ถือว่าร่างกายได้รับน้ำอย่างเพียงพอ แต่หากปัสสาวะมีสีเหลืองเข้ม มีกลิ่นแรง หรือรู้สึกกระหายน้ำตลอดเวลา นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าร่างกายกำลังต้องการน้ำเพิ่ม
อย่างไรก็ตาม การดื่มน้ำมากเกินไปก็ไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป หลายคนเข้าใจผิดว่ายิ่งดื่มมากยิ่งมีประโยชน์ แต่หากดื่มน้ำในปริมาณมากภายในเวลาสั้น ๆ อาจทำให้ระดับโซเดียมในเลือดลดลงจนเกิดภาวะน้ำเป็นพิษ ส่งผลให้มีอาการปวดศีรษะ คลื่นไส้ สับสน และในกรณีรุนแรงอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตได้ ดังนั้นจึงควรดื่มน้ำแบบค่อย ๆ จิบตลอดทั้งวัน มากกว่าการดื่มรวดเดียวหลายแก้ว
ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจึงแนะนำว่า แทนที่จะยึดติดกับตัวเลข 8 แก้ว ควรเรียนรู้ที่จะฟังสัญญาณของร่างกายมากกว่า เริ่มต้นวันด้วยน้ำ 1 แก้ว พกขวดน้ำติดตัว และจิบน้ำเป็นระยะโดยไม่ต้องรอให้รู้สึกกระหาย เพราะเมื่อร่างกายส่งสัญญาณว่ากระหายน้ำ นั่นอาจหมายถึงภาวะขาดน้ำได้เริ่มเกิดขึ้นแล้ว
สรุปแล้ว "ดื่มน้ำวันละ 8 แก้ว" ไม่ใช่กฎตายตัว แต่เป็นเพียงแนวทางเบื้องต้น สิ่งสำคัญคือการได้รับน้ำให้เหมาะสมกับวิถีชีวิตของแต่ละคน เพื่อช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดทำงานได้ดี ควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย ส่งเสริมการทำงานของสมองและไต รวมถึงช่วยให้ร่างกายสดชื่นและพร้อมรับมือกับกิจกรรมในแต่ละวันได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เพราะท้ายที่สุดแล้ว การดื่มน้ำให้ "พอดี" ย่อมดีกว่าการพยายามดื่มให้ได้ตามตัวเลขที่อาจไม่ได้เหมาะกับทุกคนเสมอไป





