แม้พิธีเปิดทางเชื่อมจะเกิดขึ้นวันที่ 10 กรกฎาคม แต่การเปิด “จุดผ่านแดนถาวรสะเดาแห่งใหม่” อย่างเป็นทางการ มีผลตั้งแต่วันที่ 11 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป โดยเปิดทำการทุกวัน เวลา 05.00-23.00 น. ตามเวลาประเทศไทย พร้อมปิดจุดผ่านแดนเดิมบริเวณหลักเขตแดนที่ 22-23 และย้ายมาใช้จุดใหม่บริเวณหลักเขตแดนที่ 23/9-23/10 ตรงข้ามด่านบูกิตกายูฮิตัม รัฐเกดะห์ ประเทศมาเลเซีย

ความสำคัญของด่านสะเดาไม่ได้อยู่แค่การเป็นจุดผ่านแดน แต่เป็นเส้นเลือดใหญ่ของการค้าชายแดนไทย-มาเลเซีย ข้อมูลสำนักงานพาณิชย์จังหวัดสงขลา ระบุว่า ปี 2568 ด่านสะเดามีมูลค่าการค้ารวม 248,856.27 ล้านบาท แบ่งเป็นส่งออก 130,385.49 ล้านบาท และนำเข้า 118,470.78 ล้านบาท คิดเป็น 80.16% ของมูลค่าการค้าชายแดนไทย-มาเลเซียของจังหวัดสงขลา

ด่านแห่งใหม่นี้ตั้งอยู่บนถนนกาญจนวนิช ตำบลสำนักขาม อำเภอสะเดา ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดสงขลา มีพื้นที่โครงการกว่า 596 ไร่ ใช้งบประมาณก่อสร้าง 1,532.07 ล้านบาท ภายในพื้นที่ประกอบด้วยอาคารสำนักงาน อาคารตรวจปล่อยสินค้า อาคารผู้โดยสารและยานพาหนะ รวมถึงระบบรองรับการขนส่งสินค้าและผู้เดินทางระหว่างประเทศ

ด้านสิ่งอำนวยความสะดวก มีการจัดช่องตรวจรถยนต์ฝั่งละ 11 ช่อง ช่องตรวจคนเข้าเมืองฝั่งละ 14 ช่อง และอาคารตรวจสินค้า หรือ Cargo Terminal รองรับรถบรรทุกเข้า-ออกขาละ 8 ช่องตรวจ พร้อมติดตั้งระบบ X-ray แบบ Fast Scan 2 ระบบ และเครื่องชั่งน้ำหนักรถบรรทุก เพื่อเพิ่มความรวดเร็วและความแม่นยำในการตรวจปล่อยสินค้า

ในมุมยุทธศาสตร์ ด่านสะเดาใหม่ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนอาคารหรือย้ายจุดผ่านแดน แต่คือการเพิ่มขีดความสามารถของไทยในโครงข่ายโลจิสติกส์อาเซียน เชื่อมสินค้าจากภาคใต้เข้าสู่มาเลเซีย และต่อยอดไปยังตลาดภูมิภาค ขณะที่ผู้นำไทยและมาเลเซียยังเห็นพ้องเดินหน้าพัฒนาเขตเศรษฐกิจชายแดนพิเศษ และอำนวยความสะดวกด้านศุลกากรและตรวจคนเข้าเมืองระหว่างสองประเทศ

นายไพโรจน์ ชัยจีระธิกุล อุปนายกสมาคมโลจิสติกส์และขนส่งภาคใต้ และรองประธานหอการค้าจังหวัดสงขลา มองว่า การเปิดด่านสะเดาแห่งใหม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจภาคใต้อย่างชัดเจน แต่ยังเป็นเพียง “จุดเริ่มต้น” ของการยกระดับพื้นที่ชายแดน สิ่งที่ต้องเดินหน้าต่อคือโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมโยงเข้าสู่จังหวัดสงขลาและพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ โดยเฉพาะระบบราง รถไฟทางคู่ ถนนเชื่อมเมือง และระบบขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ

ภาคเอกชนประเมินว่า หากการเปิดด่านใหม่เดินคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานครบวงจร ทั้งถนน รถไฟ คลังสินค้า ระบบศุลกากรดิจิทัล และพื้นที่รองรับอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ สงขลาจะมีโอกาสขยับจากเมืองหน้าด่านการค้า ไปสู่ศูนย์กลางกระจายสินค้าและบริการชายแดนของภาคใต้ตอนล่าง

ด่านสะเดาแห่งใหม่จึงเป็นมากกว่าโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ แต่คือบททดสอบสำคัญของการเปลี่ยน “ชายแดน” ให้เป็น “โอกาส” หากบริหารจัดการได้เต็มศักยภาพ จะช่วยลดต้นทุนขนส่ง เพิ่มความคล่องตัวทางการค้า ดึงดูดการลงทุน และสร้างรายได้ให้ประชาชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง 

Article Image