กระแสความเดือดในโลกออนไลน์ไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องราวดราม่าของครอบครัว เมื่อคลิปวิดีโอ "เมียหลวงบุกจับชู้" กลายเป็นไวรัลสะท้านโซเชียลด้วยยอดวิวกว่า70ล้านครั้ง แต่สิ่งที่ชาวเน็ตตาดีหลุดโฟกัสไปรุมความสนใจกลับเป็น "หมอนโดเรมอน" ที่ปรากฏอยู่ในฉากสำคัญของเหตุการณ์ ส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์ความต้องการพุ่งสูงขึ้นในชั่วข้ามคืน จนกลุ่มพ่อค้ารีเซลและนักปั่นราคาสินค้าฉวยโอกาสนี้กวาดซื้อและนำมาโก่งราคาขายต่อสูงกว่าราคาป้ายหลายเท่าตัว

การปั่นราคาในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลของกระแสไวรัลที่เปลี่ยนสิ่งของในชีวิตประจำวันให้กลายเป็นแรร์ไอเทมได้อย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะความตลกขบขันของชาวเน็ตเท่านั้น แต่ส่วนหนึ่งเป็นเพราะตัวละคร "โดเรมอน" มีฐานความนิยมที่แข็งแกร่งและฝังรากลึกอยู่ในใจของผู้คนทุกเพศทุกวัยอยู่แล้วเป็นทุนเดิม

การ์ตูนโดเรม่อนฉบับคลาสสิกผลงานของอาจารย์ฟูจิโกะ เอฟ. ฟูจิโอะ, AI generated

เมื่อย้อนกลับไปดูถึงที่มาของการ์ตูนระดับตำนานเรื่องนี้ที่มีชื่อว่า"โดราเอมอน" (Doraemon) เป็นผลงานการสร้างสรรค์ของอาจารย์ ฮิโรชิ ฟูจิโมโตะ และ โมโตโอะ อาบิโกะ ภายใต้เนมเพนหรือนามปากการ่วมกันว่า "ฟูจิโกะ ฟูจิโอะ" (ก่อนที่ภายหลังอาจารย์ฮิโรชิจะใช้ชื่อว่า ฟูจิโกะ เอฟ. ฟูจิโอะ) โดยเริ่มตีพิมพ์เป็นครั้งแรกในประเทศญี่ปุ่นเมื่อเดือนธันวาคม ปี พ.ศ. 2512 (ค.ศ. 1969) ผ่านนิตยสารการ์ตูนสำหรับเด็กของสำนักพิมพ์โชงากูกัง ส่วนคำว่า "โดเรมอน" ที่เราคุ้นหูกันนั้น เป็นชื่อที่เรียกกันติดปากในสังคมไทยมาอย่างยาวนานนั่นเอง

โครงเรื่องหลักบอกเล่าเรื่องราวของหุ่นยนต์แมวหูแหว่งสีฟ้าจากคริสต์ศตวรรษที่ 22 ที่เดินทางย้อนเวลากลับมาด้วยไทม์แมชชีนเพื่อช่วยเหลือ "โนบิตะ" เด็กชายชั้นประถมผู้ไม่เอาถ่านและมักถูกรังแก โดยมี "กระเป๋าหน้าท้อง" ที่บรรจุของวิเศษมากมายจากอนาคตเป็นตัวดำเนินเนื้อเรื่อง สิ่งที่ทำให้อารยธรรมโดเรมอนประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืนไม่ใช่แค่ความสนุกสนาน แต่คือการสอดแทรกคติสอนใจ มิตรภาพ ความผูกพัน และจินตนาการด้านวิทยาศาสตร์ที่ล้ำยุค

และก่อนที่โดเรมอนจะกลายมาเป็น"สีฟ้า"ที่เราคุ้นตากัน เดิมทีโดเรมอนเป็นหุ่นยนต์แมว"สีเหลือง"ที่มีหู แต่หลังจากถูกหุ่นยนต์หนูแทะหูจนต้องตัดใบหูทิ้งทั้งหมด ทำให้โดเรมอนเสียใจเป็นอย่างมาก โดเรมอนพยายามจะกินยาปลอบใจตัวเองแต่ดันหยิบผิดไปกินน้ำยาร้องไห้ไม่หยุด ส่งผลให้โดเรมอนร้องไห้อย่างหนักติดต่อกันนานถึง 3 วัน 3 คืน จนสีเหลืองที่เคลือบผิวตัวลอกออกหมด และเผยให้เห็นสีรองพื้นด้านในที่เป็นสีฟ้าในที่สุด

ความนิยมของโดเรมอนไม่ได้หยุดอยู่แค่ในหนังสือการ์ตูน แต่ได้ถูกนำไปสร้างเป็นอนิเมชั่นทางโทรทัศน์ ภาพยนตร์ฉายโรง และสินค้าลิขสิทธิ์ต่างๆ จนได้รับการแต่งตั้งให้เป็น "ทูตแอนิเมชัน" ตัวแรกของประเทศญี่ปุ่นในปี พ.ศ. 2551 การที่หมอนโดเรมอนกลับมาเป็นกระแสฮิตจากการปั่นราคารอบนี้ จึงเป็นการพิสูจน์อีกครั้งว่า ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน หรือจะไปปรากฏตัวในบริบทใด ทั้งในฐานะการ์ตูนวัยเด็กหรือแม้กระทั่งในคลิปดราม่าระดับประเทศ ตัวละครนี้ก็ยังคงสร้างแรงกระเพื่อมในสังคมได้เสมอ