สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านทวีความรุนแรงจนถึงขีดสุด หลังกองทัพสหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการทางอากาศโจมตีเป้าหมายทางทหารกว่า 80 จุด ทางตอนใต้ของอิหร่านอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานกว่า 4 ชั่วโมง ปฏิบัติการครั้งนี้มีขึ้นเพื่อตอบโต้กรณีที่เรือพาณิชย์ 3 ลำถูกโจมตีอย่างหนักขณะแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา แม้เรือจะเสียหายหนักแต่ไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตบนเรือ
ด้านเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ระบุว่า เป้าหมายที่ถูกทำลายประกอบด้วย ระบบป้องกันภัยทางอากาศ, ระบบตรวจการณ์ชายฝั่ง, ขีปนาวุธจากพื้นสู่อากาศ, ขีปนาวุธต่อต้านเรือรบ และฐานปล่อยโดรน ขณะที่สื่อท้องถิ่นอิหร่านรายงานว่า เกิดระเบิดหลายระลอกในเมืองท่าซีริก (Sirik) โดยขีปนาวุธตกใส่ท่าเรือพาณิชย์และท่าเรือประมงจนมีผู้บาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิดหลายราย นอกจากนี้ยังมีการโจมตีที่เกาะเกชม์ (Qeshm) และพื้นที่ใกล้เคียงเมืองบันดาร์อับบาส (Bandar Abbas)
นอกจากมาตรการทางทหาร สหรัฐฯ ยังประกาศใช้มาตรการกดดันทางเศรษฐกิจขั้นสูงสุด โดยยกเลิกมาตรการผ่อนปรนให้อิหร่านผลิตและส่งออกน้ำมันดิบรวมถึงผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมทันที โดยคำสั่งคว่ำบาตรจะมีผลไปจนถึงวันที่ 21 สิงหาคมนี้เป็นอย่างน้อย
ขณะที่กระทรวงต่างประเทศอิหร่านแถลงประณามว่าสหรัฐฯ ละเมิดบันทึกความเข้าใจ (MOU) ที่เคยลงนามร่วมกันเพื่อยุติความขัดแย้ง พร้อมประกาศว่าจะตอบโต้อย่างสาสมและจะไม่ยอมให้กองกำลังต่างชาติเข้ามาแทรกแซงพื้นที่ช่องแคบฮอร์มุซเด็ดขาด ล่าสุด ประธานาธิบดีมาซู๊ด เปเซชเคียน ของอิหร่าน ซึ่งอยู่ระหว่างร่วมพิธีศพของอยาตอลลาห์ อาลี คาเมเนอี อดีตผู้นำสูงสุดในประเทศอิรัก ได้ตัดสินใจยกเลิกภารกิจและเดินทางกลับประเทศทันทีเพื่อบัญชาการรับมือสถานการณ์




