กลายเป็นประเด็นร้อนแรงทันทีหลังจาก กบน. มีมติปรับลดราคาน้ำมันทุกชนิด โดยล่าสุด นางรสนา โตสิตระกูล อดีตสมาชิกวุฒิสภา และ นายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ออกมาโพสต์ข้อความว่าเป็นเพียงการ "แหกตา" และเป็นการเพิ่มภาระหนี้ให้ประชาชนในระยะยาว
นางรสนา โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวระบุว่า การลดราคาน้ำมันครั้งนี้คือการ "ใช้อัฐยาย มาซื้อขนมยาย" หรือการแล่เนื้อเถือหนังประชาชน เพราะรัฐบาลไม่ได้ปรับลดที่ต้นทุนการผลิตจริง แต่ใช้วิธีเพิ่มการชดเชยจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นหนี้ที่ประชาชนต้องแบกรับในอนาคต โดยกลุ่มดีเซล B7 เพิ่มชดเชยเป็น 2.90 บาท และเบนซินลดการเก็บเงินเข้ากองทุนลง ซึ่งจะทำให้กองทุนน้ำมันมีภาระหนี้เพิ่มขึ้นถึงวันละประมาณ 200 ล้านบาท
นอกจากนี้ นางรสนายังตั้งคำถามว่า รัฐบาลไม่กล้าแตะ "ค่าการกลั่น" ซึ่งพบว่า วันที่ 7 ก.ค. ยังสูงถึง 6.18 บาทต่อลิตร ทั้งที่ภาคประชาชนเสนอให้คุมเพดานไว้ไม่เกิน 1.40 บาทต่อลิตร รวมถึง "ค่าการตลาด" ของเบนซินที่ยังสูงถึง 3.60 บาทต่อลิตร เกินกว่ามติ กบง. ที่กำหนดไว้ 2.45 บาทต่อลิตร โดยมองว่ารัฐบาลปกป้องกำไรกลุ่มโรงกลั่นและไม่ยอมลดภาษีสรรพสามิตเพื่อช่วยประชาชนอย่างแท้จริง
ขณะที่ นายกรณ์ โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวระบุว่า การลดราคาไม่ได้มาจากการปรับสูตรคำนวณที่เป็นธรรม แต่เป็นการใช้เงินประชาชนผ่านกองทุนน้ำมันที่ปัจจุบันติดลบสะสมทะลุ 57,000 ล้านบาทไปแล้ว พร้อมระบุว่านี่คือเหตุผลที่เมื่อราคาน้ำมันโลกขาลง คนไทยไม่ได้ใช้น้ำมันถูกทันที เพราะต้องส่งเงินไปใช้หนี้เก่า และเรียกร้องให้มีการปฏิรูปโครงสร้างราคาที่ยั่งยืนมากกว่าการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วย พ.ร.ก. ปี 2516
อย่างไรก็ตาม นายเอกณัฐ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้เข้ามาคอมเมนต์ชี้แจงในโพสต์ของนายกรณ์ว่า รัฐบาลมีการประชุม กบง. เพื่อดึงประโยชน์ส่วนเกินจากโรงกลั่นน้ำมันรวมแล้วประมาณ 10,000 ล้านบาท นำมาช่วยชดเชยส่วนต่างราคาและลดภาระกองทุนน้ำมัน ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ผ่านราชกิจจานุเบกษาควบคู่ไปกับการปรับลดราคาครั้งนี้ด้วย




