นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย เปิดเผยถึงแนวทางการปฏิรูประบบราชการตามนโยบายของรัฐบาล โดยได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ศึกษาโครงการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนด หรือ "เออร์ลีรีไทร์" รูปแบบใหม่ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อปรับลดขนาดของภาครัฐและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานด้วยเทคโนโลยี โดยตั้งเป้าเริ่มดำเนินการอย่างเป็นทางการในปีงบประมาณ 2570

นายปกรณ์ กล่าวว่า ปัจจุบันรายจ่ายประจำของรัฐบาล โดยเฉพาะงบประมาณด้านบุคลากรมีสัดส่วนที่สูงมาก ส่งผลกระทบต่อการนำงบประมาณไปลงทุนพัฒนาประเทศ จึงมีแนวคิดลดจำนวนข้าราชการผ่านระบบสมัครใจ โดยจะปรับปรุงหลักเกณฑ์อายุการเข้าร่วมโครงการ จากเดิมที่ต้องมีอายุ 55 ปีขึ้นไป หรือเหลืออายุราชการไม่น้อยกว่า 2 ปี ปรับลดลงมาเริ่มที่อายุ 40 ปีขึ้นไป เนื่องจากมองว่าเป็นวัยที่ข้าราชการยังมีศักยภาพในการปรับทักษะ (Reskill) เพื่อไปเริ่มต้นสายอาชีพใหม่ได้ง่ายกว่าช่วงอายุ 50 ปี

สำหรับกลุ่มเป้าหมายในการปรับลดตำแหน่ง นายปกรณ์ กล่าวว่า กลุ่มแรกคือตำแหน่งงานในลักษณะรูทีน (Routine) เช่น พนักงานพิมพ์ดีด และงานธุรการ ซึ่งปัจจุบันสามารถนำเทคโนโลยีและระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาทดแทนได้ โดยข้าราชการยุคใหม่มีทักษะในการทำงานเหล่านี้ด้วยตนเองอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องมีตำแหน่งนี้ในจำนวนมากเหมือนในอดีต อย่างไรก็ตาม การดำเนินการจะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไปตามความพร้อมของแต่ละหน่วยงาน

นายปกรณ์ ต่อว่า นอกจากนี้ยังมีการปรับระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลของข้าราชการ โดยมีแนวคิดเปลี่ยนจากระบบสวัสดิการจ่ายตรง มาเป็นการใช้ "ระบบประกันสุขภาพ" แทน เพื่อให้รัฐบาลสามารถควบคุมวงเงินงบประมาณในแต่ละปีได้อย่างชัดเจน และยังเป็นการกระตุ้นธุรกิจประกันภัยในประเทศ สอดรับกับนโยบายผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (Medical Hub) โดยจะเริ่มใช้กับข้าราชการบรรจุใหม่ก่อน ส่วนข้าราชการเดิมจะเปิดให้เป็นทางเลือกตามความสมัครใจ

ทั้งนี้ นายปกรณ์ ยืนยันว่า โครงการเออร์ลีรีไทร์ครั้งนี้จะไม่มีการบังคับ แต่จะใช้สิ่งจูงใจและมาตรการสนับสนุนการพัฒนาทักษะ (Upskill/Reskill) เป็นหลัก โดยจะเริ่มนำร่องในกลุ่มข้าราชการพลเรือนก่อน หากได้ผลดีจะขยายผลไปยังหน่วยงานท้องถิ่น องค์การมหาชน และตำรวจ ทหาร ต่อไป โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือร่วมกันของ 4 หน่วยงานหลัก ได้แก่ ก.พ., กรมบัญชีกลาง, กบข. และ คปภ. เพื่อหาข้อสรุปที่สมบูรณ์ที่สุด