เมื่อวันที่ 5 ก.ค.69  ที่กองบัญชาการมณฑลทหารบกที่ 210 ค่ายพระยอดเมืองขวาง จังหวัดนครพนม พลโท วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3 ในฐานะผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ ชายแดนภาคเหนือ เดินทางเข้าร่วมประชุมหารือกับ พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ในฐานะผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

การประชุมครั้งนี้มุ่งแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึกด้านการข่าว วิเคราะห์ทิศทางการลำเลียงยาเสพติด และกำหนดแนวทางประสานการปฏิบัติระหว่างพื้นที่ชายแดนภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หลังพบว่ากลุ่มเครือข่ายยาเสพติดมีแนวโน้มปรับเส้นทางหลบเลี่ยงการสกัดกั้น โดยใช้พื้นที่ชายแดนอีสานเป็นช่องทางลำเลียงมากขึ้น

จากสถิติการจับกุมในรอบ 9 เดือนที่ผ่านมา พื้นที่ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีการจับกุมคดียาเสพติด 854 ครั้ง ได้ผู้ต้องหา 956 ราย ตรวจยึดยาบ้ากว่า 172 ล้านเม็ด ไอซ์กว่า 13,000 กิโลกรัม เฮโรอีน 221 กิโลกรัม และเคตามีนกว่า 1,000 กิโลกรัม

เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2568 พบว่าปริมาณไอซ์ที่ตรวจยึดได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 95.3 ขณะที่เฮโรอีนเพิ่มขึ้นร้อยละ 55.6 สะท้อนว่าขบวนการค้ายาเสพติดไม่ได้ลดระดับการเคลื่อนไหว แต่ปรับรูปแบบและเส้นทางให้ซับซ้อนมากขึ้น

ที่ประชุมยังให้ความสำคัญกับข้อห่วงกังวลเรื่องเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ กลุ่มทุนผิดกฎหมาย และพื้นที่ฝั่งประเทศเพื่อนบ้านที่อาจถูกใช้เป็นฐานสนับสนุนการลำเลียงยาเสพติด รวมถึงการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น โดรนบินสำรวจเส้นทาง ระบบสื่อสารเข้ารหัส และการประสานงานแบบกระจายตัว เพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกตรวจจับ

แนวทางสำคัญหลังจากนี้ คือการเชื่อมโยงฐานข้อมูลข่าวกรองระหว่างกองทัพภาคที่ 2 และกองทัพภาคที่ 3 เพิ่มความต่อเนื่องของการติดตามขบวนการตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง และปลายทาง พร้อมบูรณาการข้อมูลกับหน่วยงานด้านยาเสพติด ฝ่ายปกครอง ตำรวจ ศุลกากร และหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน

การหารือครั้งนี้ถือเป็นการยกระดับการทำงานเชิงรุกของกองทัพบก เพื่อตัดเส้นทางลำเลียงยาเสพติดข้ามแดน สกัดสารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ไม่ให้เข้าสู่แหล่งผลิต และลดผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ตอนใน โดยเฉพาะยาเสพติดที่มีแนวโน้มทะลักเข้าสู่ชุมชนมากขึ้น

กองทัพบกย้ำว่า การแก้ปัญหายาเสพติดชายแดนจำเป็นต้องใช้ทั้งการข่าว การลาดตระเวน การสกัดกั้น และความร่วมมือระหว่างพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อรับมือเครือข่ายที่ปรับตัวรวดเร็ว และป้องกันไม่ให้ประเทศไทยถูกใช้เป็นเส้นทางลำเลียงยาเสพติดข้ามชาติ

Article Image
Article Image
Article Image